ถ่ายเป็นเลือด อาจเป็นริดสีดวง ลำไส้อักเสบ หรือมะเร็ง?
อาการถ่ายเป็นเลือด ไม่ว่าจะเป็นหยดเลือดบนกระดาษชำระ เลือดสดในโถส้วม หรืออุจจาระสีดำคล้ำ ล้วนเป็นสัญญาณจากระบบทางเดินอาหารที่ไม่ควรปล่อยผ่าน สาเหตุมีตั้งแต่ริดสีดวงทวาร โรคลำไส้อักเสบเรื้อรังไปจนถึงโรคร้ายแรงอย่างโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ การสังเกตสีและลักษณะเลือดช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้แม่นยำและรักษาได้ทันเวลา

สารบัญ
- ถ่ายเป็นเลือดเกิดจากอะไรได้บ้าง?
- เลือดสีแดงสด vs. ดำ ต่างกันอย่างไร?
- ริดสีดวง vs. มะเร็งลำไส้ใหญ่ แยกได้อย่างไร?
- วิธีสังเกตและบันทึกข้อมูลก่อนพบแพทย์
- ถ่ายเป็นเลือดแบบไหน สัญญาณอันตราย ต้องพบแพทย์ทันที
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถ่ายเป็นเลือดเกิดจากอะไรได้บ้าง?
อาการถ่ายเป็นเลือดสามารถเกิดขึ้นได้จากความผิดปกติหลายส่วนในระบบทางเดินอาหาร ตั้งแต่บริเวณปากทวารหนัก ลำไส้ใหญ่ไปจนถึงกระเพาะอาหาร ซึ่งสาเหตุนั้นมีทั้งแบบที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ง่ายและแบบที่เป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรง โดยเราสามารถแบ่งแยก ได้ดังนี้
6 สาเหตุที่พบบ่อยของอาการถ่ายเป็นเลือด
เลือดที่ไหลออกมาจากระบบขับถ่ายสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ซึ่งเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของโรคทางเดินอาหาร โดยสาเหตุหลักที่พบได้บ่อยในทางการแพทย์ ได้แก่
- ริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids) เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่พบมากที่สุดถึง 70% ของผู้ที่ถ่ายเป็นเลือด เกิดจากเส้นเลือดดำบริเวณทวารหนักโป่งพองและแตกออก
- รอยแตกที่หูรูดทวารหนัก (Anal Fissure) มักเกิดในผู้ที่มีอาการท้องผูกเรื้อรัง ก้อนอุจจาระที่แข็งแห้งจะบาดเยื่อบุทวารหนักจนเกิดแผลฉีกขาดและมีเลือดซึม
- ลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง (Colitis) เช่น โรคลำไส้อักเสบชนิด Ulcerative Colitis หรือ Crohn's Disease ซึ่งทำให้ผนังลำไส้เกิดแผลลึกและมีเลือดออก
- ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ (Polyp) ติ่งเนื้อขนาดใหญ่อาจมีเลือดซึมออกมาขณะกากอาหารเคลื่อนผ่าน ซึ่งติ่งเนื้อบางชนิดสามารถพัฒนาไปเป็นมะเร็งได้
- มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colorectal Cancer) พบได้ประมาณ 5–10% ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการถ่ายเป็นเลือดและเข้ารับการส่องกล้อง
- ภาวะลำไส้ขาดเลือด (Ischemic Colitis) เลือดไปเลี้ยงลำไส้ไม่เพียงพอ ทำให้เยื่อบุลำไส้ตายและมีเลือดออก มักพบในผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว
เลือดสีแดงสด vs. ดำ ต่างกันอย่างไร?
ลักษณะและสีของเลือดเป็นเบาะแสสำคัญที่บ่งบอกว่าจุดที่เกิดเลือดออกนั้นอยู่ลึกแค่ไหนในกลุ่มโรคทางเดินอาหาร คุณสามารถสังเกตความแตกต่างได้ดังนี้
| ลักษณะเลือด | สีแดงสด (Hematochezia) |
สีดำคล้ำคล้ายน้ำมันดิน (Melena) |
|---|---|---|
| ตำแหน่งเลือดออก | ทางเดินอาหารส่วนล่าง ลำไส้ใหญ่ ไส้ตรง ทวารหนัก |
ทางเดินอาหารส่วนบน กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กส่วนต้น |
| สาเหตุที่พบบ่อย | ริดสีดวงทวาร แผลขอบทวาร ติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่ |
แผลในกระเพาะอาหารทะลุ กรดไหลย้อนรุนแรง |
| กลิ่นของอุจจาระ | มีกลิ่นคาวเลือดปกติ ไม่มีกลิ่นเหม็นรุนแรง |
มีกลิ่นเหม็นคาวเน่ารุนแรงมาก |
| ความเร่งด่วน | หากเลือดออกไม่มาก สามารถสังเกตอาการและ นัดพบแพทย์ได้ |
ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน ควรรีบไปพบแพทย์ทันที |
ริดสีดวง vs. มะเร็งลำไส้ใหญ่ แยกได้อย่างไร?
ด้วยความที่ทั้งสองโรคนี้มีอาการเริ่มต้นคล้ายคลึงกัน ตารางด้านล่างนี้จะช่วยให้คุณประเมินความเสี่ยงและแยกแยะความแตกต่างในเบื้องต้นได้
| หัวข้อสังเกต | ริดสีดวงทวาร | มะเร็งลำไส้ใหญ่ |
|---|---|---|
| ลักษณะเลือด | เลือดสดหยดตามหลังอุจจาระ หรือเปื้อนกระดาษชำระ ไม่คลุกเคล้ากับเนื้ออุจจาระ |
เลือดสีแดงคล้ำหรือดำ มักจะปะปนเป็นเนื้อเดียว กับก้อนอุจจาระ |
| อาการปวด | มีอาการปวดหน่วงที่ทวารหนัก หรือไม่ปวดเลย | มักมีอาการปวดเกร็งช่องท้องร่วมกับน้ำหนักลด |
| การคลำพบก้อน | คลำเจอก้อนเนื้อนิ่ม ๆ ปลิ้นออกมาบริเวณขอบปากทวารหนัก | ไม่สามารถคลำพบก้อนที่ทวารหนักแต่อาจคลำเจอก้อนในช่องท้องแทน |
| ช่วงอายุที่เสี่ยง | พบได้ในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะวัยทำงานและ สตรีมีครรภ์ |
มักพบในผู้ที่มี อายุ 45–50 ปีขึ้นไปหรือมีประวัติครอบครัว |
| วิธีการวินิจฉัย | แพทย์ตรวจคลำทางทวารหนัก (Digital Rectal Exam) | จำเป็นต้องส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) |

วิธีสังเกตและบันทึกข้อมูลก่อนพบแพทย์
เพื่อให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว หากคุณมีอาการ ถ่ายเป็นเลือด ควรจดบันทึก 5 ข้อมูลสำคัญเหล่านี้ไว้เสมอ
ข้อมูลที่ควรบันทึก
- สีของเลือด เป็นสีแดงสด แดงคล้ำหรือสีดำก้อนเนื้อยางมะตอย
- ปริมาณเลือด เป็นแค่หยดเปื้อนกระดาษ เลือดพุ่งออกมาหรือปนออกมากับน้ำในโถส้วมจำนวนมาก
- ตำแหน่งของเลือด เคลือบอยู่ผิวนอกของอุจจาระหรือผสมเป็นเนื้อเดียวกันกับอุจจาระ
- อาการร่วม เช่น มีอาการปวดท้อง มีไข้ อ่อนเพลีย หน้ามืดหรือน้ำหนักลดร่วมด้วยหรือไม่
- ความถี่ เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกหรือมีประวัติเป็น ๆ หาย ๆ มานานแล้ว
ถ่ายเป็นเลือดแบบไหน สัญญาณอันตราย ต้องพบแพทย์ทันที
หากอาการถ่ายเป็นเลือดของคุณมาพร้อมกับสัญญาณอันตรายเหล่านี้ ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที
- มีปริมาณเลือดออกมากจนรู้สึกหน้ามืด วิงเวียน ใจสั่นหรือหมดสติ เป็นสัญญาณของ ภาวะช็อกเสียเลือด
- ขับถ่ายอุจจาระออกมาเป็นสีดำคล้ำคล้ายน้ำมันดินและมีกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรง
- เลือดสดไหลออกจากทวารหนักอย่างต่อเนื่องและไม่ยอมหยุด
- ถ่ายเป็นเลือดร่วมกับภาวะน้ำหนักตัวลดฮวบ ปวดบิดเกร็งช่องท้องรุนแรงหรือคลำพบก้อนเนื้อปริศนาในท้อง
โรงพยาบาลวิชัยยุทธ มีบริการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) และตรวจวินิจฉัยโรคระบบทางเดินอาหารโดยแพทย์เฉพาะทาง พร้อมให้คำปรึกษาและรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น นัดหมายได้ที่ www.vichaiyut.com หรือโทร 02-265-7777
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถ่ายเป็นเลือดสีแดงสดอย่างเดียวต้องรีบไปหาหมอไหม?
หากเลือดออกในปริมาณน้อย ไม่มีอาการปวดท้องร่วมด้วยและสงสัยว่าอาจเป็น ริดสีดวงทวารกำเริบ อาจรอดูอาการและปรับพฤติกรรมการกินได้ 1–2 วัน แต่ถ้าเลือดออกมาก มีไข้สูง ปวดท้องหรือน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางทันทีเพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียด
ถ่ายเป็นเลือดโดยไม่ปวดเลยเป็นอะไร?
ริดสีดวงทวารระยะแรก ภายในลำไส้ตรงมักจะไม่มีเส้นประสาทรับความรู้สึกเจ็บปวด ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บปวดเวลามีเลือดสีแดงสดไหลออกมาหลังขับถ่าย ในขณะเดียวกัน มะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะเริ่มต้นก็มักไม่มีอาการปวดเช่นกัน ดังนั้นการถ่ายเป็นเลือดแบบไม่ปวดจึงไม่ควรละเลยและควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจยืนยันให้แน่ชัด
ต้องส่องกล้องลำไส้ไหมถ้าถ่ายเป็นเลือด?
แพทย์จะประเมินจากอายุ อาการและปัจจัยเสี่ยงของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปสำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 45 ปีขึ้นไป หรือมีสัญญาณเตือนอันตรายร่วมด้วย แพทย์จะแนะนำให้ทำการตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) เสมอ เพื่อค้นหาติ่งเนื้อ (Polyp) ทำการตัดออกและคัดกรองความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
ถ่ายเป็นเลือดในเด็กอันตรายไหม?
อาการนี้พบได้บ่อยในเด็ก แต่มักมีสาเหตุมาจากรอยแตกที่รูทวารหนักเนื่องจากอาการ ท้องผูกเรื้อรัง ลำไส้อักเสบหรือมีติ่งเนื้อในลำไส้ ซึ่งส่วนใหญ่มักไม่ใช่มะเร็ง อย่างไรก็ตามพ่อแม่ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัดและรับยาระบายเพื่อปรับพฤติกรรมการขับถ่ายอย่างถูกต้อง
ริดสีดวงหายเองได้ไหม?
ริดสีดวงทวารในระยะเริ่มต้น (ระยะที่ 1–2) สามารถฝ่อและหายได้เอง หากผู้ป่วยปรับพฤติกรรมการทานอาหาร เน้นทานกากใยให้มากขึ้น ดื่มน้ำให้เพียงพอและไม่นั่งเบ่งอุจจาระนาน ๆ แต่หากเป็นริดสีดวงระยะที่ 3–4 ซึ่งมีก้อนเนื้อปลิ้นหลุดออกมาและดันกลับไม่ได้ มักจำเป็นต้องรับการรักษาทางการแพทย์ เช่น การรัดยาง การฉีดยาให้ฝ่อหรือการผ่าตัด





