• banner

โรคตาแห้งเรื้อรัง ต่างจากตาล้าอย่างไร?

หลายคนที่ใช้สายตากับหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์เป็นเวลานาน มักรู้สึกแสบตา ระคายเคือง หรือมองไม่ค่อยสบายตา จึงเกิดคำถามขึ้นว่า อาการเหล่านี้เป็นเพียงตาล้า จากการใช้สายตาหนัก หรือเป็นโรคตาแห้งเรื้อรังกันแน่

แม้อาการบางอย่างจะคล้ายกัน แต่ในทางการแพทย์ทั้งสองภาวะมีสาเหตุและแนวทางดูแลที่แตกต่างกัน การสังเกตอาการเบื้องต้นจึงช่วยให้ดูแลดวงตาได้เหมาะสมมากขึ้น บทความนี้จะพาไปรู้จักความแตกต่างของโรคตาแห้งเรื้อรังและตาล้าพร้อมคำแนะนำในการดูแลสุขภาพดวงตาในชีวิตประจำวัน


โรคตาแห้งเรื้อรังคืออะไร

โรคตาแห้ง (Dry Eye Disease) เป็นภาวะที่เกิดจากความผิดปกติของน้ำตา ไม่ว่าจะเป็น
  • ปริมาณน้ำตาไม่เพียงพอ
  • น้ำตามีคุณภาพไม่เหมาะสม
  • น้ำตาระเหยเร็วเกินไป
เมื่อน้ำตาไม่สามารถเคลือบผิวตาได้อย่างเหมาะสม ผิวกระจกตาและเยื่อบุตาอาจเกิดการระคายเคือง ทำให้เกิดอาการต่าง ๆ

อาการที่พบได้บ่อย
  • แสบตา ระคายเคืองตา
  • รู้สึกเหมือนมีผงหรือทรายในตา
  • ตาแดง
  • ตาพร่าชั่วคราว
  • น้ำตาไหลมากผิดปกติ ซึ่งเป็นกลไกตอบสนองของร่างกาย
หากอาการเกิดขึ้นบ่อย ต่อเนื่อง หรือเป็นนานหลายสัปดาห์ แพทย์จะพิจารณาว่าอาจเป็นตาแห้งเรื้อรัง ปัจจัยที่ทำให้เกิดตาแห้งได้ เช่น
  • การใช้หน้าจอดิจิทัลเป็นเวลานาน
  • อายุที่เพิ่มขึ้น
  • การใส่คอนแทคเลนส์
  • การใช้ยาบางชนิด
  • สภาพแวดล้อมที่มีลมหรืออากาศแห้ง

ตาล้าคืออะไร

ตาล้า (Eye Strain) หรือบางครั้งเรียกว่า Digital Eye Strain เป็นอาการที่เกิดจากการใช้สายตาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น
  • ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์
  • ใช้โทรศัพท์มือถือ
  • อ่านหนังสือเป็นเวลานาน
  • ขับรถระยะไกล
ภาวะนี้ไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของน้ำตาโดยตรง แต่เป็นการที่กล้ามเนื้อตาทำงานหนัก

อาการของตาล้า
  • ปวดเมื่อยรอบดวงตา
  • รู้สึกตึงบริเวณหน้าผากหรือขมับ
  • มองภาพไม่คมชัดชั่วคราว
  • ปวดศีรษะ
  • รู้สึกตาแห้งเล็กน้อยเมื่อใช้สายตานาน
โดยทั่วไป อาการตาล้ามักดีขึ้นเมื่อพักสายตา


วิธีดูแลดวงตาในชีวิตประจำวัน

การดูแลดวงตาอย่างเหมาะสมช่วยลดโอกาสเกิดอาการตาแห้งและตาล้าได้
1. ใช้กฎ 20-20-20
ทุก ๆ 20 นาที พักสายตาโดยมองวัตถุที่อยู่ห่างประมาณ 20 ฟุต (6 เมตร) เป็นเวลา 20 วินาที วิธีนี้ช่วยให้กล้ามเนื้อตาได้ผ่อนคลาย

2. กะพริบตาให้บ่อยขึ้น
เมื่อใช้คอมพิวเตอร์หรือมือถือ คนส่วนใหญ่มักกะพริบตาน้อยลง ส่งผลให้น้ำตาระเหยเร็ว การกระพริบตาช่วยกระจายน้ำตาให้เคลือบผิวตาได้ดีขึ้น

3. ปรับตำแหน่งหน้าจอ
  • หน้าจอควรอยู่ต่ำกว่าระดับสายตาเล็กน้อย
  • ระยะห่างประมาณ 50–70 ซม.
ช่วยลดการระเหยของน้ำตาและลดการเพ่ง

4. เพิ่มความชื้นในสภาพแวดล้อม
สภาพแวดล้อมที่มีลมหรือเครื่องปรับอากาศมาก อาจทำให้น้ำตาระเหยเร็ว การใช้เครื่องเพิ่มความชื้นในอากาศ (Humidifier) อาจช่วยได้ในบางกรณี

5. ใช้น้ำตาเทียมเมื่อจำเป็น
น้ำตาเทียมช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวตา และช่วยลดอาการระคายเคือง หากต้องใช้บ่อยหรืออาการไม่ดีขึ้น แนะนำให้พบจักษุแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม


เมื่อไรควรพบจักษุแพทย์

หากมีอาการต่อไปนี้ แนะนำให้ตรวจตาเพิ่มเติม
  • ตาแห้งหรือระคายเคืองต่อเนื่อง
  • มองภาพไม่ชัดบ่อย
  • ตาแดงหรือแสบตาเรื้อรัง
  • มีอาการรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
การตรวจโดยจักษุแพทย์ช่วยประเมินสาเหตุ และวางแผนดูแลดวงตาได้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

โรคตาแห้งเรื้อรังและตาล้า เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในยุคที่ต้องใช้สายตากับหน้าจอดิจิทัลตลอดวัน
  • ตาแห้งเรื้อรัง เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของน้ำตา
  • ตาล้า เกิดจากการใช้สายตาหนักต่อเนื่อง
การสังเกตอาการของตัวเอง และดูแลดวงตาอย่างเหมาะสมในชีวิตประจำวัน จะช่วยให้ดวงตาทำงานได้สบายขึ้นในระยะยาว

ศูนย์โรคตา
โทร. 0-2265-7777
Medical Center: Eye Center
Publish date desc: 19/03/2026

Author doctor

Dr. Itsara Pokawattana

img

Specialty

Retinal ophthalmologist (retina/vitreous)

Other Specialty

-

Language Spoken

Thai, English

Contact us

Other program