โรคตาแห้งเรื้อรัง ต่างจากตาล้าอย่างไร?
หลายคนที่ใช้สายตากับหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์เป็นเวลานาน มักรู้สึกแสบตา ระคายเคือง หรือมองไม่ค่อยสบายตา จึงเกิดคำถามขึ้นว่า อาการเหล่านี้เป็นเพียงตาล้า จากการใช้สายตาหนัก หรือเป็นโรคตาแห้งเรื้อรังกันแน่
แม้อาการบางอย่างจะคล้ายกัน แต่ในทางการแพทย์ทั้งสองภาวะมีสาเหตุและแนวทางดูแลที่แตกต่างกัน การสังเกตอาการเบื้องต้นจึงช่วยให้ดูแลดวงตาได้เหมาะสมมากขึ้น บทความนี้จะพาไปรู้จักความแตกต่างของโรคตาแห้งเรื้อรังและตาล้าพร้อมคำแนะนำในการดูแลสุขภาพดวงตาในชีวิตประจำวัน
โรคตาแห้ง (Dry Eye Disease) เป็นภาวะที่เกิดจากความผิดปกติของน้ำตา ไม่ว่าจะเป็น
อาการที่พบได้บ่อย
อาการของตาล้า
การดูแลดวงตาอย่างเหมาะสมช่วยลดโอกาสเกิดอาการตาแห้งและตาล้าได้
1. ใช้กฎ 20-20-20
ทุก ๆ 20 นาที พักสายตาโดยมองวัตถุที่อยู่ห่างประมาณ 20 ฟุต (6 เมตร) เป็นเวลา 20 วินาที วิธีนี้ช่วยให้กล้ามเนื้อตาได้ผ่อนคลาย
2. กะพริบตาให้บ่อยขึ้น
เมื่อใช้คอมพิวเตอร์หรือมือถือ คนส่วนใหญ่มักกะพริบตาน้อยลง ส่งผลให้น้ำตาระเหยเร็ว การกระพริบตาช่วยกระจายน้ำตาให้เคลือบผิวตาได้ดีขึ้น
3. ปรับตำแหน่งหน้าจอ
4. เพิ่มความชื้นในสภาพแวดล้อม
สภาพแวดล้อมที่มีลมหรือเครื่องปรับอากาศมาก อาจทำให้น้ำตาระเหยเร็ว การใช้เครื่องเพิ่มความชื้นในอากาศ (Humidifier) อาจช่วยได้ในบางกรณี
5. ใช้น้ำตาเทียมเมื่อจำเป็น
น้ำตาเทียมช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวตา และช่วยลดอาการระคายเคือง หากต้องใช้บ่อยหรืออาการไม่ดีขึ้น แนะนำให้พบจักษุแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม
หากมีอาการต่อไปนี้ แนะนำให้ตรวจตาเพิ่มเติม
โรคตาแห้งเรื้อรังและตาล้า เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในยุคที่ต้องใช้สายตากับหน้าจอดิจิทัลตลอดวัน
ศูนย์โรคตา
โทร. 0-2265-7777
แม้อาการบางอย่างจะคล้ายกัน แต่ในทางการแพทย์ทั้งสองภาวะมีสาเหตุและแนวทางดูแลที่แตกต่างกัน การสังเกตอาการเบื้องต้นจึงช่วยให้ดูแลดวงตาได้เหมาะสมมากขึ้น บทความนี้จะพาไปรู้จักความแตกต่างของโรคตาแห้งเรื้อรังและตาล้าพร้อมคำแนะนำในการดูแลสุขภาพดวงตาในชีวิตประจำวัน
โรคตาแห้งเรื้อรังคืออะไร
โรคตาแห้ง (Dry Eye Disease) เป็นภาวะที่เกิดจากความผิดปกติของน้ำตา ไม่ว่าจะเป็น- ปริมาณน้ำตาไม่เพียงพอ
- น้ำตามีคุณภาพไม่เหมาะสม
- น้ำตาระเหยเร็วเกินไป
อาการที่พบได้บ่อย
- แสบตา ระคายเคืองตา
- รู้สึกเหมือนมีผงหรือทรายในตา
- ตาแดง
- ตาพร่าชั่วคราว
- น้ำตาไหลมากผิดปกติ ซึ่งเป็นกลไกตอบสนองของร่างกาย
- การใช้หน้าจอดิจิทัลเป็นเวลานาน
- อายุที่เพิ่มขึ้น
- การใส่คอนแทคเลนส์
- การใช้ยาบางชนิด
- สภาพแวดล้อมที่มีลมหรืออากาศแห้ง
ตาล้าคืออะไร
ตาล้า (Eye Strain) หรือบางครั้งเรียกว่า Digital Eye Strain เป็นอาการที่เกิดจากการใช้สายตาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น- ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์
- ใช้โทรศัพท์มือถือ
- อ่านหนังสือเป็นเวลานาน
- ขับรถระยะไกล
อาการของตาล้า
- ปวดเมื่อยรอบดวงตา
- รู้สึกตึงบริเวณหน้าผากหรือขมับ
- มองภาพไม่คมชัดชั่วคราว
- ปวดศีรษะ
- รู้สึกตาแห้งเล็กน้อยเมื่อใช้สายตานาน
วิธีดูแลดวงตาในชีวิตประจำวัน
การดูแลดวงตาอย่างเหมาะสมช่วยลดโอกาสเกิดอาการตาแห้งและตาล้าได้1. ใช้กฎ 20-20-20
ทุก ๆ 20 นาที พักสายตาโดยมองวัตถุที่อยู่ห่างประมาณ 20 ฟุต (6 เมตร) เป็นเวลา 20 วินาที วิธีนี้ช่วยให้กล้ามเนื้อตาได้ผ่อนคลาย
2. กะพริบตาให้บ่อยขึ้น
เมื่อใช้คอมพิวเตอร์หรือมือถือ คนส่วนใหญ่มักกะพริบตาน้อยลง ส่งผลให้น้ำตาระเหยเร็ว การกระพริบตาช่วยกระจายน้ำตาให้เคลือบผิวตาได้ดีขึ้น
3. ปรับตำแหน่งหน้าจอ
- หน้าจอควรอยู่ต่ำกว่าระดับสายตาเล็กน้อย
- ระยะห่างประมาณ 50–70 ซม.
4. เพิ่มความชื้นในสภาพแวดล้อม
สภาพแวดล้อมที่มีลมหรือเครื่องปรับอากาศมาก อาจทำให้น้ำตาระเหยเร็ว การใช้เครื่องเพิ่มความชื้นในอากาศ (Humidifier) อาจช่วยได้ในบางกรณี
5. ใช้น้ำตาเทียมเมื่อจำเป็น
น้ำตาเทียมช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวตา และช่วยลดอาการระคายเคือง หากต้องใช้บ่อยหรืออาการไม่ดีขึ้น แนะนำให้พบจักษุแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม
เมื่อไรควรพบจักษุแพทย์
หากมีอาการต่อไปนี้ แนะนำให้ตรวจตาเพิ่มเติม- ตาแห้งหรือระคายเคืองต่อเนื่อง
- มองภาพไม่ชัดบ่อย
- ตาแดงหรือแสบตาเรื้อรัง
- มีอาการรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
โรคตาแห้งเรื้อรังและตาล้า เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในยุคที่ต้องใช้สายตากับหน้าจอดิจิทัลตลอดวัน
- ตาแห้งเรื้อรัง เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของน้ำตา
- ตาล้า เกิดจากการใช้สายตาหนักต่อเนื่อง
ศูนย์โรคตา
โทร. 0-2265-7777
Medical Center: Eye Center
Publish date desc: 19/03/2026
Author doctor
Dr. Itsara Pokawattana
Specialty
Retinal ophthalmologist (retina/vitreous)







