• banner

อายุเท่าไหร่ ควรเริ่มตรวจมวลกระดูก

หลายคนเริ่มใส่ใจสุขภาพกระดูกเมื่อมีอาการปวดหลัง ปวดข้อ หรือเข้าสู่วัยสูงอายุ แต่ในความเป็นจริง “ความแข็งแรงของกระดูก” สามารถเปลี่ยนแปลงไปตามวัยได้โดยที่เราอาจไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติอย่างชัดเจน

คำถามที่แพทย์มักได้รับจึงเป็น “ควรเริ่มตรวจมวลกระดูกตอนอายุเท่าไหร่?”

คำตอบไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุเพียงอย่างเดียว เพราะเพศ ภาวะหมดประจำเดือน ประวัติกระดูกหัก โรคประจำตัว ยาที่ใช้ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงของแต่ละคน ล้วนมีส่วนในการพิจารณาว่าควรตรวจเมื่อใด

การตรวจมวลกระดูกคืออะไร?

การตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูก หรือ Bone Mineral Density (BMD) เป็นการประเมินความหนาแน่นของแร่ธาตุในกระดูก เพื่อช่วยให้แพทย์ประเมินภาวะมวลกระดูกต่ำ โรคกระดูกพรุน และความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหัก

วิธีที่ใช้เป็นมาตรฐานคือ DXA หรือ Dual-energy X-ray Absorptiometry โดยมักตรวจบริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอวและสะโพก ใช้เวลาไม่นาน และเป็นการตรวจที่ใช้ปริมาณรังสีต่ำ

ผลการตรวจจะช่วยให้แพทย์นำข้อมูลมาพิจารณาร่วมกับอายุ ประวัติสุขภาพ และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เพื่อวางแนวทางดูแลสุขภาพกระดูกให้เหมาะกับแต่ละคน

แล้วอายุเท่าไหร่ ควรเริ่มตรวจมวลกระดูก?

ตามแนวทางของมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย (Thai Osteoporosis Foundation) แนะนำการตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูกด้วย DXA ใน ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้ชายอายุ 70 ปีขึ้นไป แม้ไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย

สำหรับผู้หญิง แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับคำแนะนำของ U.S. Preventive Services Task Force (USPSTF) ที่แนะนำให้ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไปได้รับการคัดกรองโรคกระดูกพรุนด้วยการตรวจมวลกระดูก

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าคนอายุน้อยกว่านี้ไม่จำเป็นต้องตรวจ เพราะหากมีปัจจัยที่ทำให้มวลกระดูกลดลงหรือเพิ่มโอกาสเกิดกระดูกหัก แพทย์อาจพิจารณาให้ตรวจได้เร็วกว่าช่วงอายุดังกล่าว

อายุน้อยกว่า 65–70 ปี แต่มีปัจจัยเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์
อายุเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่ใช้ประเมินสุขภาพกระดูก หากคุณยังไม่ถึงช่วงอายุที่แนะนำสำหรับการตรวจตามเกณฑ์ทั่วไป แต่มีปัจจัยต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินว่าจำเป็นต้องตรวจมวลกระดูกหรือไม่

1. หมดประจำเดือนเร็วกว่าปกติ
ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี รวมถึงผู้ที่ได้รับการผ่าตัดรังไข่ อาจมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งสัมพันธ์กับการสูญเสียมวลกระดูก จึงเป็นกลุ่มที่แพทย์อาจพิจารณาตรวจมวลกระดูกเร็วกว่าปกติ

2. เคยมีกระดูกหักจากอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง
หากเคยล้มจากระดับยืนแล้วเกิดกระดูกหัก หรือเกิดกระดูกหักจากแรงกระแทกที่โดยทั่วไปไม่ควรทำให้กระดูกปกติหัก ประวัตินี้อาจสะท้อนถึงความแข็งแรงของกระดูกที่ลดลง และควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม

3. ส่วนสูงลดลงอย่างชัดเจน
เมื่ออายุมากขึ้น ส่วนสูงอาจเปลี่ยนแปลงได้เล็กน้อย แต่หากพบว่าส่วนสูงลดลงหลายเซนติเมตร โดยเฉพาะเมื่อมีหลังค่อมหรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย แพทย์อาจพิจารณาประเมินกระดูกสันหลังและความหนาแน่นของมวลกระดูกเพิ่มเติม แนวทางของไทยระบุการสูญเสียส่วนสูงตั้งแต่ 4 เซนติเมตรเมื่อไม่มีข้อมูลเดิม หรือ 2 เซนติเมตรเมื่อมีข้อมูลเปรียบเทียบ เป็นหนึ่งในข้อบ่งชี้สำหรับการตรวจ DXA ในผู้ที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์ทั่วไปและมีความเสี่ยง

4. มีน้ำหนักตัวน้อย
ผู้ที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) ต่ำกว่า 20 กก./ตร.ม. เป็นอีกกลุ่มที่แนวทางของไทยจัดเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ใช้ประกอบการพิจารณาตรวจมวลกระดูก

5. ใช้ยาบางชนิดต่อเนื่อง
ยาบางกลุ่มอาจส่งผลต่อมวลกระดูก เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์ที่ใช้ต่อเนื่อง ยากลุ่ม aromatase inhibitor ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม หรือ androgen deprivation therapy ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก จึงควรได้รับการประเมินสุขภาพกระดูกตามความเหมาะสม

6. มีโรคหรือภาวะที่ส่งผลต่อสุขภาพกระดูก
โรคหรือภาวะบางอย่าง เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ภาวะไทรอยด์ทำงานมากเกินไป โรคไตเรื้อรัง ภาวะดูดซึมสารอาหารผิดปกติ รวมถึงความผิดปกติของฮอร์โมนบางชนิด อาจสัมพันธ์กับการสูญเสียมวลกระดูกได้

7. มีประวัติพ่อหรือแม่กระดูกสะโพกหัก
ประวัติกระดูกสะโพกหักของบิดาหรือมารดาเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ใช้ประเมินความเสี่ยงต่อกระดูกหัก และเป็นข้อมูลที่ควรแจ้งแพทย์เมื่อเข้ารับการประเมินสุขภาพกระดูก

ไม่มีอาการ ก็ตรวจพบมวลกระดูกต่ำได้

ประเด็นสำคัญของโรคกระดูกพรุนคือ ไม่มีอาการจนกว่ากระดูกหักหรือยุบ หลายคนยังใช้ชีวิตและทำกิจกรรมประจำวันได้ตามปกติ จึงไม่ควรรอให้เกิดอาการปวดก่อนจึงเริ่มดูแลสุขภาพกระดูก การตรวจมวลกระดูกเป็นเครื่องมือที่ช่วยประเมินความแข็งแรงของกระดูกและความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักในอนาคต โดยเฉพาะในผู้ที่เข้าสู่ช่วงอายุหรือมีปัจจัยเสี่ยงที่เหมาะสมกับการตรวจ

ตรวจมวลกระดูกแล้ว แพทย์ดูค่าอะไร?

สำหรับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนและผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไป แพทย์มักใช้ T-score เป็นส่วนหนึ่งในการแปลผลการตรวจ DXA โดยเปรียบเทียบความหนาแน่นของกระดูกกับค่ามาตรฐานของคนวัยหนุ่มสาวที่มีสุขภาพดี

โดยทั่วไป ค่า T-score ตั้งแต่ -2.5 หรือต่ำกว่า เข้าเกณฑ์ความหนาแน่นของกระดูกระดับโรคกระดูกพรุน แต่แพทย์จะไม่พิจารณาตัวเลขนี้เพียงอย่างเดียว เพราะการวางแผนดูแลยังต้องคำนึงถึงประวัติกระดูกหัก อายุ โรคประจำตัว ยาที่ใช้ และความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักในอนาคต

ในบางราย แพทย์อาจใช้เครื่องมืออย่าง FRAX ร่วมด้วย เพื่อประเมินโอกาสเกิดกระดูกหักในช่วง 10 ปี และช่วยประกอบการตัดสินใจเรื่องการดูแลรักษาให้เหมาะกับแต่ละบุคคล

ดูแลกระดูกได้ตั้งแต่วันนี้ ไม่จำเป็นต้องรอถึงวัยสูงอายุ

แม้ช่วงอายุที่แนะนำให้ตรวจมวลกระดูกเป็นประจำจะอยู่ในวัยสูงอายุ แต่การดูแลสุขภาพกระดูกควรเริ่มตั้งแต่ก่อนถึงช่วงนั้น

ควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและโปรตีนอย่างเหมาะสม ดูแลให้ได้รับวิตามินดี ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนักและเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออย่างสม่ำเสมอ งดสูบบุหรี่ จำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงดูแลสภาพแวดล้อมภายในบ้านเพื่อลดโอกาสหกล้ม โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ

เพราะการมีกระดูกที่แข็งแรงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตรวจเพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากการดูแลอย่างต่อเนื่องในแต่ละช่วงวัย

ศูนย์โรคกระดูกและข้อ
โทร. 0-2265-7777
ศูนย์รักษา: ศูนย์โรคกระดูกและข้อ
วัน/เดือน/ปี ที่โพสต์: 28/09/2026

แพทย์ผู้เขียน

นพ. สมศักดิ์ ลีเชวงวงศ์

img

ความถนัดเฉพาะทาง

ศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์

ความถนัดเฉพาะทางอื่น

-

ภาษาสื่อสาร

ไทย, อังกฤษ

ติดต่อเรา

โปรแกรมอื่นๆ