อายุเท่าไหร่ ควรเริ่มตรวจมวลกระดูก
หลายคนเริ่มใส่ใจสุขภาพกระดูกเมื่อมีอาการปวดหลัง ปวดข้อ หรือเข้าสู่วัยสูงอายุ แต่ในความเป็นจริง “ความแข็งแรงของกระดูก” สามารถเปลี่ยนแปลงไปตามวัยได้โดยที่เราอาจไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติอย่างชัดเจน
คำถามที่แพทย์มักได้รับจึงเป็น “ควรเริ่มตรวจมวลกระดูกตอนอายุเท่าไหร่?”
คำตอบไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุเพียงอย่างเดียว เพราะเพศ ภาวะหมดประจำเดือน ประวัติกระดูกหัก โรคประจำตัว ยาที่ใช้ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงของแต่ละคน ล้วนมีส่วนในการพิจารณาว่าควรตรวจเมื่อใด
วิธีที่ใช้เป็นมาตรฐานคือ DXA หรือ Dual-energy X-ray Absorptiometry โดยมักตรวจบริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอวและสะโพก ใช้เวลาไม่นาน และเป็นการตรวจที่ใช้ปริมาณรังสีต่ำ
ผลการตรวจจะช่วยให้แพทย์นำข้อมูลมาพิจารณาร่วมกับอายุ ประวัติสุขภาพ และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เพื่อวางแนวทางดูแลสุขภาพกระดูกให้เหมาะกับแต่ละคน
สำหรับผู้หญิง แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับคำแนะนำของ U.S. Preventive Services Task Force (USPSTF) ที่แนะนำให้ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไปได้รับการคัดกรองโรคกระดูกพรุนด้วยการตรวจมวลกระดูก
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าคนอายุน้อยกว่านี้ไม่จำเป็นต้องตรวจ เพราะหากมีปัจจัยที่ทำให้มวลกระดูกลดลงหรือเพิ่มโอกาสเกิดกระดูกหัก แพทย์อาจพิจารณาให้ตรวจได้เร็วกว่าช่วงอายุดังกล่าว
อายุน้อยกว่า 65–70 ปี แต่มีปัจจัยเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์
อายุเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่ใช้ประเมินสุขภาพกระดูก หากคุณยังไม่ถึงช่วงอายุที่แนะนำสำหรับการตรวจตามเกณฑ์ทั่วไป แต่มีปัจจัยต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินว่าจำเป็นต้องตรวจมวลกระดูกหรือไม่
1. หมดประจำเดือนเร็วกว่าปกติ
ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี รวมถึงผู้ที่ได้รับการผ่าตัดรังไข่ อาจมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งสัมพันธ์กับการสูญเสียมวลกระดูก จึงเป็นกลุ่มที่แพทย์อาจพิจารณาตรวจมวลกระดูกเร็วกว่าปกติ
2. เคยมีกระดูกหักจากอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง
หากเคยล้มจากระดับยืนแล้วเกิดกระดูกหัก หรือเกิดกระดูกหักจากแรงกระแทกที่โดยทั่วไปไม่ควรทำให้กระดูกปกติหัก ประวัตินี้อาจสะท้อนถึงความแข็งแรงของกระดูกที่ลดลง และควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม
3. ส่วนสูงลดลงอย่างชัดเจน
เมื่ออายุมากขึ้น ส่วนสูงอาจเปลี่ยนแปลงได้เล็กน้อย แต่หากพบว่าส่วนสูงลดลงหลายเซนติเมตร โดยเฉพาะเมื่อมีหลังค่อมหรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย แพทย์อาจพิจารณาประเมินกระดูกสันหลังและความหนาแน่นของมวลกระดูกเพิ่มเติม แนวทางของไทยระบุการสูญเสียส่วนสูงตั้งแต่ 4 เซนติเมตรเมื่อไม่มีข้อมูลเดิม หรือ 2 เซนติเมตรเมื่อมีข้อมูลเปรียบเทียบ เป็นหนึ่งในข้อบ่งชี้สำหรับการตรวจ DXA ในผู้ที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์ทั่วไปและมีความเสี่ยง
4. มีน้ำหนักตัวน้อย
ผู้ที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) ต่ำกว่า 20 กก./ตร.ม. เป็นอีกกลุ่มที่แนวทางของไทยจัดเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ใช้ประกอบการพิจารณาตรวจมวลกระดูก
5. ใช้ยาบางชนิดต่อเนื่อง
ยาบางกลุ่มอาจส่งผลต่อมวลกระดูก เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์ที่ใช้ต่อเนื่อง ยากลุ่ม aromatase inhibitor ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม หรือ androgen deprivation therapy ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก จึงควรได้รับการประเมินสุขภาพกระดูกตามความเหมาะสม
6. มีโรคหรือภาวะที่ส่งผลต่อสุขภาพกระดูก
โรคหรือภาวะบางอย่าง เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ภาวะไทรอยด์ทำงานมากเกินไป โรคไตเรื้อรัง ภาวะดูดซึมสารอาหารผิดปกติ รวมถึงความผิดปกติของฮอร์โมนบางชนิด อาจสัมพันธ์กับการสูญเสียมวลกระดูกได้
7. มีประวัติพ่อหรือแม่กระดูกสะโพกหัก
ประวัติกระดูกสะโพกหักของบิดาหรือมารดาเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ใช้ประเมินความเสี่ยงต่อกระดูกหัก และเป็นข้อมูลที่ควรแจ้งแพทย์เมื่อเข้ารับการประเมินสุขภาพกระดูก
โดยทั่วไป ค่า T-score ตั้งแต่ -2.5 หรือต่ำกว่า เข้าเกณฑ์ความหนาแน่นของกระดูกระดับโรคกระดูกพรุน แต่แพทย์จะไม่พิจารณาตัวเลขนี้เพียงอย่างเดียว เพราะการวางแผนดูแลยังต้องคำนึงถึงประวัติกระดูกหัก อายุ โรคประจำตัว ยาที่ใช้ และความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักในอนาคต
ในบางราย แพทย์อาจใช้เครื่องมืออย่าง FRAX ร่วมด้วย เพื่อประเมินโอกาสเกิดกระดูกหักในช่วง 10 ปี และช่วยประกอบการตัดสินใจเรื่องการดูแลรักษาให้เหมาะกับแต่ละบุคคล
ควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและโปรตีนอย่างเหมาะสม ดูแลให้ได้รับวิตามินดี ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนักและเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออย่างสม่ำเสมอ งดสูบบุหรี่ จำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงดูแลสภาพแวดล้อมภายในบ้านเพื่อลดโอกาสหกล้ม โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ
เพราะการมีกระดูกที่แข็งแรงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตรวจเพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากการดูแลอย่างต่อเนื่องในแต่ละช่วงวัย
ศูนย์โรคกระดูกและข้อ
โทร. 0-2265-7777
คำถามที่แพทย์มักได้รับจึงเป็น “ควรเริ่มตรวจมวลกระดูกตอนอายุเท่าไหร่?”
คำตอบไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุเพียงอย่างเดียว เพราะเพศ ภาวะหมดประจำเดือน ประวัติกระดูกหัก โรคประจำตัว ยาที่ใช้ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงของแต่ละคน ล้วนมีส่วนในการพิจารณาว่าควรตรวจเมื่อใด
การตรวจมวลกระดูกคืออะไร?
การตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูก หรือ Bone Mineral Density (BMD) เป็นการประเมินความหนาแน่นของแร่ธาตุในกระดูก เพื่อช่วยให้แพทย์ประเมินภาวะมวลกระดูกต่ำ โรคกระดูกพรุน และความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักวิธีที่ใช้เป็นมาตรฐานคือ DXA หรือ Dual-energy X-ray Absorptiometry โดยมักตรวจบริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอวและสะโพก ใช้เวลาไม่นาน และเป็นการตรวจที่ใช้ปริมาณรังสีต่ำ
ผลการตรวจจะช่วยให้แพทย์นำข้อมูลมาพิจารณาร่วมกับอายุ ประวัติสุขภาพ และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เพื่อวางแนวทางดูแลสุขภาพกระดูกให้เหมาะกับแต่ละคน
แล้วอายุเท่าไหร่ ควรเริ่มตรวจมวลกระดูก?
ตามแนวทางของมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย (Thai Osteoporosis Foundation) แนะนำการตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูกด้วย DXA ใน ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้ชายอายุ 70 ปีขึ้นไป แม้ไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วยสำหรับผู้หญิง แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับคำแนะนำของ U.S. Preventive Services Task Force (USPSTF) ที่แนะนำให้ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไปได้รับการคัดกรองโรคกระดูกพรุนด้วยการตรวจมวลกระดูก
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าคนอายุน้อยกว่านี้ไม่จำเป็นต้องตรวจ เพราะหากมีปัจจัยที่ทำให้มวลกระดูกลดลงหรือเพิ่มโอกาสเกิดกระดูกหัก แพทย์อาจพิจารณาให้ตรวจได้เร็วกว่าช่วงอายุดังกล่าว
อายุน้อยกว่า 65–70 ปี แต่มีปัจจัยเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์
อายุเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่ใช้ประเมินสุขภาพกระดูก หากคุณยังไม่ถึงช่วงอายุที่แนะนำสำหรับการตรวจตามเกณฑ์ทั่วไป แต่มีปัจจัยต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินว่าจำเป็นต้องตรวจมวลกระดูกหรือไม่
1. หมดประจำเดือนเร็วกว่าปกติ
ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี รวมถึงผู้ที่ได้รับการผ่าตัดรังไข่ อาจมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งสัมพันธ์กับการสูญเสียมวลกระดูก จึงเป็นกลุ่มที่แพทย์อาจพิจารณาตรวจมวลกระดูกเร็วกว่าปกติ
2. เคยมีกระดูกหักจากอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง
หากเคยล้มจากระดับยืนแล้วเกิดกระดูกหัก หรือเกิดกระดูกหักจากแรงกระแทกที่โดยทั่วไปไม่ควรทำให้กระดูกปกติหัก ประวัตินี้อาจสะท้อนถึงความแข็งแรงของกระดูกที่ลดลง และควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม
3. ส่วนสูงลดลงอย่างชัดเจน
เมื่ออายุมากขึ้น ส่วนสูงอาจเปลี่ยนแปลงได้เล็กน้อย แต่หากพบว่าส่วนสูงลดลงหลายเซนติเมตร โดยเฉพาะเมื่อมีหลังค่อมหรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย แพทย์อาจพิจารณาประเมินกระดูกสันหลังและความหนาแน่นของมวลกระดูกเพิ่มเติม แนวทางของไทยระบุการสูญเสียส่วนสูงตั้งแต่ 4 เซนติเมตรเมื่อไม่มีข้อมูลเดิม หรือ 2 เซนติเมตรเมื่อมีข้อมูลเปรียบเทียบ เป็นหนึ่งในข้อบ่งชี้สำหรับการตรวจ DXA ในผู้ที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์ทั่วไปและมีความเสี่ยง
4. มีน้ำหนักตัวน้อย
ผู้ที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) ต่ำกว่า 20 กก./ตร.ม. เป็นอีกกลุ่มที่แนวทางของไทยจัดเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ใช้ประกอบการพิจารณาตรวจมวลกระดูก
5. ใช้ยาบางชนิดต่อเนื่อง
ยาบางกลุ่มอาจส่งผลต่อมวลกระดูก เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์ที่ใช้ต่อเนื่อง ยากลุ่ม aromatase inhibitor ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม หรือ androgen deprivation therapy ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก จึงควรได้รับการประเมินสุขภาพกระดูกตามความเหมาะสม
6. มีโรคหรือภาวะที่ส่งผลต่อสุขภาพกระดูก
โรคหรือภาวะบางอย่าง เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ภาวะไทรอยด์ทำงานมากเกินไป โรคไตเรื้อรัง ภาวะดูดซึมสารอาหารผิดปกติ รวมถึงความผิดปกติของฮอร์โมนบางชนิด อาจสัมพันธ์กับการสูญเสียมวลกระดูกได้
7. มีประวัติพ่อหรือแม่กระดูกสะโพกหัก
ประวัติกระดูกสะโพกหักของบิดาหรือมารดาเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ใช้ประเมินความเสี่ยงต่อกระดูกหัก และเป็นข้อมูลที่ควรแจ้งแพทย์เมื่อเข้ารับการประเมินสุขภาพกระดูก
ไม่มีอาการ ก็ตรวจพบมวลกระดูกต่ำได้
ประเด็นสำคัญของโรคกระดูกพรุนคือ ไม่มีอาการจนกว่ากระดูกหักหรือยุบ หลายคนยังใช้ชีวิตและทำกิจกรรมประจำวันได้ตามปกติ จึงไม่ควรรอให้เกิดอาการปวดก่อนจึงเริ่มดูแลสุขภาพกระดูก การตรวจมวลกระดูกเป็นเครื่องมือที่ช่วยประเมินความแข็งแรงของกระดูกและความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักในอนาคต โดยเฉพาะในผู้ที่เข้าสู่ช่วงอายุหรือมีปัจจัยเสี่ยงที่เหมาะสมกับการตรวจตรวจมวลกระดูกแล้ว แพทย์ดูค่าอะไร?
สำหรับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนและผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไป แพทย์มักใช้ T-score เป็นส่วนหนึ่งในการแปลผลการตรวจ DXA โดยเปรียบเทียบความหนาแน่นของกระดูกกับค่ามาตรฐานของคนวัยหนุ่มสาวที่มีสุขภาพดีโดยทั่วไป ค่า T-score ตั้งแต่ -2.5 หรือต่ำกว่า เข้าเกณฑ์ความหนาแน่นของกระดูกระดับโรคกระดูกพรุน แต่แพทย์จะไม่พิจารณาตัวเลขนี้เพียงอย่างเดียว เพราะการวางแผนดูแลยังต้องคำนึงถึงประวัติกระดูกหัก อายุ โรคประจำตัว ยาที่ใช้ และความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักในอนาคต
ในบางราย แพทย์อาจใช้เครื่องมืออย่าง FRAX ร่วมด้วย เพื่อประเมินโอกาสเกิดกระดูกหักในช่วง 10 ปี และช่วยประกอบการตัดสินใจเรื่องการดูแลรักษาให้เหมาะกับแต่ละบุคคล
ดูแลกระดูกได้ตั้งแต่วันนี้ ไม่จำเป็นต้องรอถึงวัยสูงอายุ
แม้ช่วงอายุที่แนะนำให้ตรวจมวลกระดูกเป็นประจำจะอยู่ในวัยสูงอายุ แต่การดูแลสุขภาพกระดูกควรเริ่มตั้งแต่ก่อนถึงช่วงนั้นควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและโปรตีนอย่างเหมาะสม ดูแลให้ได้รับวิตามินดี ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนักและเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออย่างสม่ำเสมอ งดสูบบุหรี่ จำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงดูแลสภาพแวดล้อมภายในบ้านเพื่อลดโอกาสหกล้ม โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ
เพราะการมีกระดูกที่แข็งแรงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตรวจเพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากการดูแลอย่างต่อเนื่องในแต่ละช่วงวัย
ศูนย์โรคกระดูกและข้อ
โทร. 0-2265-7777
ศูนย์รักษา: ศูนย์โรคกระดูกและข้อ
วัน/เดือน/ปี ที่โพสต์: 28/09/2026
แพทย์ผู้เขียน
นพ. สมศักดิ์ ลีเชวงวงศ์
ความถนัดเฉพาะทาง
ศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์





