ผู้สูงวัย แค่ล้มเบา ๆ ทำไมกระดูกหัก
“แค่ลื่นล้มในบ้าน ไม่ได้ตกจากที่สูง ทำไมถึงกระดูกหักได้?”
นี่เป็นคำถามที่แพทย์มักได้ยินจากผู้สูงวัยและคนในครอบครัว เพราะเมื่อเทียบกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น การล้มอาจดูไม่ได้รุนแรงมาก แต่กลับพบกระดูกข้อมือหัก กระดูกสะโพกหัก หรือกระดูกสันหลังยุบตามมาได้
สิ่งสำคัญคือ ในผู้สูงวัย ความรุนแรงของการล้มอาจไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้กระดูกหัก แต่ต้องพิจารณา “ความแข็งแรงของกระดูก” ร่วมด้วย เมื่ออายุมากขึ้น มวลกระดูกและคุณภาพของกระดูกสามารถลดลง กระดูกจึงรับแรงกระแทกได้น้อยกว่าเดิม โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะกระดูกบางหรือโรคกระดูกพรุน
ตำแหน่งที่พบกระดูกเปราะหักได้บ่อย ได้แก่
• กระดูกสะโพก
• กระดูกสันหลัง
• กระดูกข้อมือ
• กระดูกต้นแขนบริเวณใกล้หัวไหล่
โดยเฉพาะกระดูกสะโพกและกระดูกสันหลัง เป็นตำแหน่งที่มีผลต่อการเคลื่อนไหว การใช้ชีวิตประจำวัน และการฟื้นตัวของผู้สูงวัยได้มาก
หากมวลกระดูกลดลงมากจนเข้าสู่ภาวะโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) โครงสร้างภายในกระดูกจะบางและเปราะขึ้น ส่งผลให้กระดูกทนต่อแรงกระแทกได้น้อยลง
โรคกระดูกพรุนจะไม่มีอาการจนกว่าจะมีกระดูกหักหรือยุบ หลายคนยังเดิน ทำงานบ้าน หรือทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ จึงอาจไม่ทราบว่าความแข็งแรงของกระดูกลดลง จนกระทั่งเกิดกระดูกหัก หรือพบความผิดปกติ เช่น ปวดหลัง ความสูงลดลง หรือหลังค่อมจากกระดูกสันหลังยุบ
ในประเทศไทย กรมการแพทย์ให้ข้อมูลในทิศทางเดียวกันว่า คุณภาพกระดูกของผู้สูงอายุสามารถลดลงตามวัย และเมื่อเกิดอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย เช่น การลื่นหกล้ม ก็อาจทำให้เกิดกระดูกหักได้
เมื่ออายุมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลายด้านอาจส่งผลต่อการทรงตัว ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อขาที่อ่อนแรง การมองเห็นที่เปลี่ยนไป การเคลื่อนไหวที่ช้าลง หรือโรคประจำตัวบางชนิด รวมถึงยาบางประเภทที่อาจทำให้เวียนศีรษะหรือง่วงซึม
สภาพแวดล้อมภายในบ้านก็มีส่วน เช่น พื้นต่างระดับ พื้นลื่น พรมที่สะดุดง่าย แสงสว่างไม่เพียงพอ หรือห้องน้ำที่ไม่มีอุปกรณ์ช่วยพยุง
ดังนั้น การป้องกันกระดูกหักในผู้สูงวัยจึงควรดูแล 2 เรื่องพร้อมกัน คือ ลดโอกาสการล้ม และดูแลความแข็งแรงของกระดูก
แพทย์อาจซักประวัติ ตรวจร่างกาย ประเมินปัจจัยเสี่ยง และพิจารณาตรวจ ความหนาแน่นของมวลกระดูก (Bone Mineral Density: BMD) ด้วยเครื่อง DXA ซึ่งมักประเมินบริเวณสะโพกและกระดูกสันหลัง เพื่อช่วยวินิจฉัยภาวะกระดูกพรุนและประเมินความเสี่ยงต่อกระดูกหักในอนาคต
ควรตรวจสายตาตามความเหมาะสม ทบทวนยาที่ใช้อยู่ร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรหากมียาที่อาจมีผลต่อการทรงตัว และประเมินสุขภาพกระดูกเมื่อมีข้อบ่งชี้
สำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคกระดูกพรุน แพทย์จะวางแผนการดูแลตามระดับความเสี่ยงของแต่ละคน ซึ่งอาจประกอบด้วยการปรับพฤติกรรม โภชนาการ การออกกำลังกาย และการใช้ยาเมื่อมีข้อบ่งชี้ เป้าหมายสำคัญคือการลดโอกาสเกิดกระดูกหักในอนาคต
เพราะกระดูกหักจากแรงกระแทกเพียงเล็กน้อยอาจเป็นหนึ่งในสัญญาณที่นำไปสู่การค้นพบภาวะกระดูกพรุน การประเมินตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้แพทย์วางแผนดูแลสุขภาพกระดูก ลดปัจจัยเสี่ยงต่อการล้ม และป้องกันการเกิดกระดูกหักซ้ำได้อย่างเหมาะสม
ศูนย์โรคกระดูกและข้อ
โทร. 0-2265-7777
นี่เป็นคำถามที่แพทย์มักได้ยินจากผู้สูงวัยและคนในครอบครัว เพราะเมื่อเทียบกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น การล้มอาจดูไม่ได้รุนแรงมาก แต่กลับพบกระดูกข้อมือหัก กระดูกสะโพกหัก หรือกระดูกสันหลังยุบตามมาได้
สิ่งสำคัญคือ ในผู้สูงวัย ความรุนแรงของการล้มอาจไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้กระดูกหัก แต่ต้องพิจารณา “ความแข็งแรงของกระดูก” ร่วมด้วย เมื่ออายุมากขึ้น มวลกระดูกและคุณภาพของกระดูกสามารถลดลง กระดูกจึงรับแรงกระแทกได้น้อยกว่าเดิม โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะกระดูกบางหรือโรคกระดูกพรุน
ล้มไม่แรง แต่กระดูกหัก เกี่ยวข้องกับ “กระดูกเปราะหัก” ได้
กระดูกหักที่เกิดจากแรงกระแทกไม่มาก เช่น การล้มจากระดับยืน เรียกว่า Fragility Fracture หรือกระดูกเปราะหัก ซึ่งพบได้บ่อยในผู้สูงวัย โดยองค์การอนามัยโลกระบุว่า กระดูกเปราะหักเกิดจากแรงที่โดยปกติแล้วไม่ควรทำให้กระดูกที่แข็งแรงหัก เช่น การสะดุดหรือล้มจากระดับความสูงของตัวเอง จึงอธิบายได้ว่า ทำไมผู้สูงวัยบางคนเพียงสะดุดพรม ลื่นในห้องน้ำ หรือล้มขณะลุกจากเก้าอี้ ก็อาจมีกระดูกหักตามมาตำแหน่งที่พบกระดูกเปราะหักได้บ่อย ได้แก่
• กระดูกสะโพก
• กระดูกสันหลัง
• กระดูกข้อมือ
• กระดูกต้นแขนบริเวณใกล้หัวไหล่
โดยเฉพาะกระดูกสะโพกและกระดูกสันหลัง เป็นตำแหน่งที่มีผลต่อการเคลื่อนไหว การใช้ชีวิตประจำวัน และการฟื้นตัวของผู้สูงวัยได้มาก
ทำไมกระดูกของผู้สูงวัยจึงหักง่ายขึ้น?
กระดูกของเราไม่ใช่โครงสร้างที่หยุดนิ่ง แต่เป็นเนื้อเยื่อที่มีการสร้างและสลายอยู่ตลอดเวลา เมื่ออายุมากขึ้น การสูญเสียมวลกระดูกอาจเกิดมากกว่าการสร้างกระดูกใหม่ ทำให้กระดูกค่อยๆ สูญเสียความหนาแน่นและความแข็งแรงหากมวลกระดูกลดลงมากจนเข้าสู่ภาวะโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) โครงสร้างภายในกระดูกจะบางและเปราะขึ้น ส่งผลให้กระดูกทนต่อแรงกระแทกได้น้อยลง
โรคกระดูกพรุนจะไม่มีอาการจนกว่าจะมีกระดูกหักหรือยุบ หลายคนยังเดิน ทำงานบ้าน หรือทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ จึงอาจไม่ทราบว่าความแข็งแรงของกระดูกลดลง จนกระทั่งเกิดกระดูกหัก หรือพบความผิดปกติ เช่น ปวดหลัง ความสูงลดลง หรือหลังค่อมจากกระดูกสันหลังยุบ
ในประเทศไทย กรมการแพทย์ให้ข้อมูลในทิศทางเดียวกันว่า คุณภาพกระดูกของผู้สูงอายุสามารถลดลงตามวัย และเมื่อเกิดอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย เช่น การลื่นหกล้ม ก็อาจทำให้เกิดกระดูกหักได้
ไม่ใช่แค่เรื่องกระดูก แต่ต้องดู “ความเสี่ยงต่อการล้ม” ด้วย
อีกด้านที่ควรพิจารณาควบคู่กันคือ เหตุใดผู้สูงวัยจึงล้มเมื่ออายุมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลายด้านอาจส่งผลต่อการทรงตัว ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อขาที่อ่อนแรง การมองเห็นที่เปลี่ยนไป การเคลื่อนไหวที่ช้าลง หรือโรคประจำตัวบางชนิด รวมถึงยาบางประเภทที่อาจทำให้เวียนศีรษะหรือง่วงซึม
สภาพแวดล้อมภายในบ้านก็มีส่วน เช่น พื้นต่างระดับ พื้นลื่น พรมที่สะดุดง่าย แสงสว่างไม่เพียงพอ หรือห้องน้ำที่ไม่มีอุปกรณ์ช่วยพยุง
ดังนั้น การป้องกันกระดูกหักในผู้สูงวัยจึงควรดูแล 2 เรื่องพร้อมกัน คือ ลดโอกาสการล้ม และดูแลความแข็งแรงของกระดูก
ใครบ้างที่ควรใส่ใจเรื่องความแข็งแรงของกระดูกเป็นพิเศษ?
ผู้สูงวัยทุกคนควรดูแลสุขภาพกระดูก แต่บางกลุ่มอาจมีปัจจัยที่เพิ่มโอกาสเกิดกระดูกพรุนหรือกระดูกหัก เช่น- ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน
- ผู้ที่เคยมีกระดูกหักจากอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง
- ผู้ที่มีน้ำหนักตัวน้อย
- มีประวัติคนในครอบครัวกระดูกสะโพกหัก
- ขาดการออกกำลังกาย
- ได้รับแคลเซียมหรือวิตามินดีไม่เพียงพอ
- สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์มาก
- ใช้ยาบางชนิดต่อเนื่อง เช่น ยากลุ่มกลูโคคอร์ติคอยด์
กระดูกหักจากการล้มเบา ๆ อาจเป็นสัญญาณให้ตรวจสุขภาพกระดูก
หากผู้สูงวัยเคยกระดูกหักจากการล้มในระดับยืนหรืออุบัติเหตุที่ไม่ได้รุนแรง ไม่ควรมองเฉพาะการรักษากระดูกที่หักเท่านั้น แต่ควรประเมินต่อว่า มีภาวะกระดูกพรุนหรือปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักครั้งต่อไปหรือไม่แพทย์อาจซักประวัติ ตรวจร่างกาย ประเมินปัจจัยเสี่ยง และพิจารณาตรวจ ความหนาแน่นของมวลกระดูก (Bone Mineral Density: BMD) ด้วยเครื่อง DXA ซึ่งมักประเมินบริเวณสะโพกและกระดูกสันหลัง เพื่อช่วยวินิจฉัยภาวะกระดูกพรุนและประเมินความเสี่ยงต่อกระดูกหักในอนาคต
ดูแลผู้สูงวัยอย่างไร เพื่อช่วยลดโอกาสล้มและกระดูกหัก?
การดูแลควรเริ่มจากหลายด้านร่วมกัน ตั้งแต่การรับประทานอาหารที่มีสารอาหารเหมาะสม โดยเฉพาะแคลเซียมและวิตามินดี การมีกิจกรรมทางกายและการออกกำลังกายที่เหมาะกับสภาพร่างกาย เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัว ตลอดจนจัดบ้านให้เดินได้สะดวกและลดจุดเสี่ยงต่อการสะดุดหรือลื่นล้มควรตรวจสายตาตามความเหมาะสม ทบทวนยาที่ใช้อยู่ร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรหากมียาที่อาจมีผลต่อการทรงตัว และประเมินสุขภาพกระดูกเมื่อมีข้อบ่งชี้
สำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคกระดูกพรุน แพทย์จะวางแผนการดูแลตามระดับความเสี่ยงของแต่ละคน ซึ่งอาจประกอบด้วยการปรับพฤติกรรม โภชนาการ การออกกำลังกาย และการใช้ยาเมื่อมีข้อบ่งชี้ เป้าหมายสำคัญคือการลดโอกาสเกิดกระดูกหักในอนาคต
“ล้มเบา ๆ แล้วกระดูกหัก” จึงไม่ควรมองแค่เรื่องอุบัติเหตุ
เมื่อผู้สูงวัยล้มแล้วกระดูกหัก คำถามที่ควรถามต่อไม่ใช่เพียงว่า “ล้มอย่างไร” แต่รวมถึง “กระดูกยังแข็งแรงดีหรือไม่?”เพราะกระดูกหักจากแรงกระแทกเพียงเล็กน้อยอาจเป็นหนึ่งในสัญญาณที่นำไปสู่การค้นพบภาวะกระดูกพรุน การประเมินตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้แพทย์วางแผนดูแลสุขภาพกระดูก ลดปัจจัยเสี่ยงต่อการล้ม และป้องกันการเกิดกระดูกหักซ้ำได้อย่างเหมาะสม
ศูนย์โรคกระดูกและข้อ
โทร. 0-2265-7777
ศูนย์รักษา: ศูนย์โรคกระดูกและข้อ
วัน/เดือน/ปี ที่โพสต์: 28/09/2026
แพทย์ผู้เขียน
นพ. สมศักดิ์ ลีเชวงวงศ์
ความถนัดเฉพาะทาง
ศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์





