อาหารเป็นพิษ พะอืดพะอม เช็กอาการ สาเหตุ และวิธีดูแลเบื้องต้น
อาการอาหารเป็นพิษและพะอืดพะอมเป็นภาวะความผิดปกติทางระบบขับถ่ายที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรีย ไวรัสหรือสารพิษที่เกิดจากเชื้อโรคเหล่านั้น โดยปกติแล้วเมื่อเชื้อโรคหลุดรอดเข้าสู่ร่างกาย จะส่งผลให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสียอย่างรุนแรง ภายในเวลา 1-72 ชั่วโมง หลังจากการรับประทานอาหารมื้อนั้นเข้าไป
สถิติทางการแพทย์พบว่าในแต่ละปีมีคนไทยมากกว่า 1 ล้านรายที่ต้องเผชิญกับโรคอาหารเป็นพิษซึ่งแม้ว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการในระดับที่ไม่รุนแรงมากนักและสามารถฟื้นตัวจนหายเป็นปกติได้เองภายในระยะเวลา 1-3 วัน ด้วยการพักผ่อนและดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม แต่ในบางกรณีที่ร่างกายสูญเสียน้ำอย่างหนักหรือได้รับเชื้อที่มีความรุนแรง
สารบัญ
- อาหารเป็นพิษคืออะไร และทำไมถึงพะอืดพะอม?
- 8 อาการอาหารเป็นพิษที่ควรสังเกต
- อาหารเป็นพิษ vs. ท้องเสียธรรมดา vs. ลำไส้แปรปรวน ต่างกันอย่างไร?
- วิธีแก้พะอืดพะอมจากอาหารเป็นพิษที่บ้าน
- อาหารเป็นพิษ เมื่อไหร่ต้องพบแพทย์โดยด่วน?
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
อาหารเป็นพิษคืออะไร และทำไมถึงพะอืดพะอม?
อาหารเป็นพิษ (Food Poisoning) คือ ภาวะที่อวัยวะในระบบทางเดินอาหารเกิดการติดเชื้อหรืออักเสบอย่างเฉียบพลัน หลังจากที่เราเผลอรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีการปนเปื้อนของเชื้อโรคเข้าไป อาการพะอืดพะอมหรือคลื่นไส้ที่เกิดขึ้นเป็นกลไกป้องกันตนเองตามธรรมชาติที่ร่างกายพยายามส่งสัญญาณเตือนและเตรียมขับสารพิษที่เป็นอันตรายเหล่านั้นออกมา
กลไกที่อาหารเป็นพิษทำให้พะอืดพะอม
เมื่อเรารับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรคที่พบบ่อยอย่าง Salmonella, E. coli, Campylobacter หรือ Norovirus เข้าไป เชื้อโรคและสารพิษเหล่านี้จะเข้าไปกระตุ้นให้เยื่อบุทางเดินอาหารเกิดการอักเสบ จากนั้นลำไส้จะส่งสัญญาณเตือนภัยไปยังสมองส่วนที่ควบคุมการอาเจียน (Vomiting Center) ทำให้เรารู้สึกพะอืดพะอม คลื่นไส้และร่างกายพยายามที่จะบีบตัวขับสารพิษออกผ่านการอาเจียนและถ่ายเหลว โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (World Health Organization) ปี 2023 ระบุว่า มีผู้ป่วยอาหารเป็นพิษทั่วโลกสูงถึงประมาณ 600 ล้านคนต่อปีเลยทีเดียว
อาหารชนิดใดเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด?
- ไข่ดิบหรือเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุก มักปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ซัลโมเนลลา (Salmonella)
- อาหารทะเล เช่น หอย ปู กุ้ง เสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อวิบริโอ (Vibrio) และโนโรไวรัส (Norovirus)
- ข้าวที่อุ่นซ้ำหรืออาหารค้างคืน มักพบเชื้อบาซิลลัส ซีเรียส (Bacillus cereus) ที่ทนความร้อนได้ดี
- น้ำดื่มหรือผักสดที่ไม่ผ่านการล้างให้สะอาด เป็นแหล่งสะสมของเชื้ออีโคไล (E. coli) และคริปโตสปอริดิโอซิส (Cryptosporidium)

8 อาการอาหารเป็นพิษที่ควรสังเกต
อาการของอาหารเป็นพิษมักจะแสดงออกอย่างเฉียบพลันและมีความรุนแรงแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของเชื้อโรคที่ร่างกายได้รับเข้าไป การสังเกตความผิดปกติของระบบขับถ่ายจะช่วยให้สามารถรับมือและปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้อย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันภาวะช็อกจากการขาดน้ำ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 สัญญาณเตือน คือ อาการระยะเริ่มต้นและอาการระยะรุนแรงดังนี้
4 อาการระยะแรก (1–6 ชั่วโมงหลังกิน)
- รู้สึกพะอืดพะอม คลื่นไส้และมีความรู้สึกอยากอาเจียนอยู่ตลอดเวลา
- อาเจียนรุนแรง ตั้งแต่ 1–3 ครั้งขึ้นไป ภายในชั่วโมงแรกที่เริ่มมีอาการ
- ปวดบิดในช่องท้องหรือมีอาการปวดเกร็งเป็นพัก ๆ คล้ายลำไส้ถูกบีบรัด
- ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน โดยอาจมีหรือไม่มีมูกเลือดปนก็ได้
4 อาการที่บ่งบอกว่าเริ่มรุนแรง
- มีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียสร่วมกับอาการหนาวสั่น
- มีภาวะขาดน้ำรุนแรง สังเกตจากอาการปากแห้ง คอแห้ง ตาลึกโหลและปัสสาวะน้อยลง
- อุจจาระมีเลือดสดปนหรือถ่ายออกมาเป็นสีดำคล้ำคล้ายยางมะตอย
- อาการทั้งหมดไม่ดีขึ้นเลย หลังจากการดูแลตัวเองผ่านไปแล้ว 48–72 ชั่วโมง
อาหารเป็นพิษ vs. ท้องเสียธรรมดา vs. ลำไส้แปรปรวน ต่างกันอย่างไร?
หลายครั้งที่อาการถ่ายเหลวหรือปวดท้องทำให้เราสับสนว่าเกิดจากอะไรกันแน่ เพราะทั้งอาหารเป็นพิษ ท้องเสียธรรมดา และลำไส้แปรปรวน (IBS) ต่างมีอาการที่คล้ายคลึงกัน ตารางเปรียบเทียบต่อไปนี้จะช่วยสรุปความแตกต่างด้านสาเหตุและลักษณะอาการ เพื่อให้เข้าใจและตัดสินใจดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง
| หัวข้อ | อาหารเป็นพิษ | ท้องเสียธรรมดา | ลำไส้แปรปรวน (IBS) |
|---|---|---|---|
| สาเหตุ | เชื้อโรคหรือ สารพิษในอาหาร |
ผลข้างเคียงจากยา อากาศเย็น แพ้แลคโตส |
ความเครียด หรืออาหารบาง ชนิดกระตุ้น |
| ระยะเริ่มอาการ | 1–72 ชั่วโมง หลังทานอาหาร |
ไม่แน่นอน | เรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ |
| ระดับไข้ | มักมีไข้ร่วมด้วย | มักไม่มีไข้ | ไม่มีไข้ |
| อาการหลัก | อาเจียนรุนแรง คลื่นไส้ ท้องเสีย | ท้องเสียเป็นหลัก | ปวดท้อง ท้องเสียสลับท้องผูก |
| การหายของโรค | หายได้เองใน 1–3 วัน |
ดีขึ้นใน 1–2 วัน | อาการเรื้อรัง ต้องพบแพทย์ เพื่อคุมอาการ |
วิธีแก้พะอืดพะอมจากอาหารเป็นพิษที่บ้าน
เมื่อเกิดภาวะอาหารเป็นพิษหลายคนมักเข้าใจผิดว่าต้องรีบหาทานยาหยุดถ่ายทันที แต่ในความเป็นจริงร่างกายมีความจำเป็นที่จะต้องขับเชื้อโรคและสารพิษออกมาทางอุจจาระและอาเจียนเสียก่อน การดูแลตัวเองเบื้องต้นที่บ้านจึงควรเน้นไปที่การป้องกันภาวะขาดน้ำและการพักฟื้นลำไส้เพื่อบรรเทาอาการพะอืดพะอมและคลื่นไส้ โดยสามารถปฏิบัติตามแนวทางการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ทำได้ ดังนี้
การดูแลเบื้องต้น
- จิบน้ำเกลือแร่ (ORS) ให้ชงผงเกลือแร่ผสมน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว ค่อย ๆ จิบทีละน้อยทุก 10–15 นาที เพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ ห้ามดื่มรวดเดียวเพราะจะกระตุ้นให้อาเจียนเพิ่มขึ้น
- พักลำไส้ ควรงดอาหารแข็งในช่วง 2–4 ชั่วโมงแรก จากนั้นจึงค่อย ๆ เริ่มทานอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้มหรือกล้วย
- หลีกเลี่ยงอาหารกระตุ้น งดดื่มนม อาหารรสจัด ของมัน ของทอดและ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เด็ดขาด
- ปรับท่านอน พักผ่อนให้เพียงพอ โดยแนะนำให้นอนหงายหนุนศีรษะให้สูงหรือนอนตะแคงเพื่อลดอาการคลื่นไส้และป้องกันการสำลัก
ยาที่ใช้บรรเทาอาการ (ปรึกษาเภสัชกร)
หากอาการรบกวนการใช้ชีวิต สามารถใช้ยาบรรเทาอาการโรคทางเดินอาหารเบื้องต้นได้ ดังนี้
- Domperidone หรือ Metoclopramide: ช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้และพะอืดพะอม
- Loperamide: ยาหยุดถ่าย ใช้เพื่อลดความถี่ในการท้องเสีย
ข้อควรระวัง ห้ามใช้เด็ดขาดหากมีไข้สูงหรือมีเลือดปนในอุจจาระ - Paracetamol: ยาพาราเซตามอล ใช้สำหรับลดไข้และบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามตัว

อาหารเป็นพิษ เมื่อไหร่ต้องพบแพทย์โดยด่วน?
หากดูแลตัวเองเบื้องต้นแล้วยังมีอาการเหล่านี้ ควรรีบเไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันที
- อาเจียนออกมาเป็นเลือดหรืออุจจาระมีเลือดปน
- มีไข้สูงเกิน 39 องศาเซลเซียส ต่อเนื่องกันนานกว่า 24 ชั่วโมง
- มีภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ตาลึกโหล ปากแห้งมาก อ่อนเพลียจนลุกไม่ไหวหรือไม่มีปัสสาวะเลย
- อาการท้องเสียและอาเจียนไม่ดีขึ้นหลังผ่านไป 48–72 ชั่วโมง
- ผู้ป่วยเป็นเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี
- ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ
ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิชัยยุทธพร้อมให้การดูแลและวินิจฉัยโดยแพทย์เฉพาะทางหากคุณหรือคนในครอบครัวมีอาการรุนแรง สามารถนัดพบแพทย์ล่วงหน้าได้ที่ www.vichaiyut.com หรือโทร 02-265-7777
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: อาหารเป็นพิษหายเองได้ไหม?
ได้ เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายเองได้ภายใน 24–72 ชั่วโมง ด้วยการพักผ่อนและดื่มน้ำเกลือแร่ให้เพียงพอ ทั้งนี้ระยะเวลาการฟื้นตัวขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อและสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละคน ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้มีโรคประจำตัวมีความเสี่ยงสูงกว่าและควรพบแพทย์เร็วกว่าคนทั่วไป แต่ถ้าหากมีอาการรุนแรง เช่น ขาดน้ำอย่างหนัก อุจจาระมีมูกเลือดหรือมีไข้สูง ควรรีบพบแพทย์ทันที
Q: อาหารเป็นพิษกี่ชั่วโมงถึงหาย?
ระยะเวลาฟื้นตัวขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อ หากเป็นอาหารเป็นพิษจากเชื้อ Staphylococcus อาจหายได้เร็วภายใน 6–12 ชั่วโมง แต่หากเป็นเชื้อ Salmonella อาจใช้เวลานานถึง 4–7 วัน โดยเฉลี่ยแล้วผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มมีอาการดีขึ้นภายใน 1–3 วัน
Q: พะอืดพะอมแต่ไม่อาเจียนเป็นอาหารเป็นพิษไหม?
ไม่เสมอไป อาการพะอืดพะอมแต่ไม่อาเจียนอาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้ เช่น เมารถ กรดไหลย้อนหรือความเครียดสะสม แต่ถ้าคุณมีอาการท้องเสีย มีไข้หรืออาการเริ่มกำเริบหลังจากไปทานอาหารนอกบ้านมา ควรนึกถึงภาวะอาหารเป็นพิษไว้ก่อน
Q: กินยาปฏิชีวนะรักษาอาหารเป็นพิษได้ไหม?
ไม่แนะนำให้ซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อ มารับประทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์เพราะอาหารเป็นพิษส่วนใหญ่มักเกิดจากเชื้อไวรัสหรือสารพิษ ซึ่งยาปฏิชีวนะไม่สามารถรักษาได้ แพทย์จะสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะก็ต่อเมื่อมีการตรวจพบว่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรียเฉพาะกลุ่มเท่านั้น
Q: หลังอาหารเป็นพิษควรกินอะไร?
ในช่วงฟื้นตัวแนะนำให้รับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย ตามหลักการทานอาหารแบบ BRAT Diet ได้แก่ กล้วย (Bananas) ข้าวต้มหรือข้าวสวย (Rice) แอปเปิลบด (Applesauce) และขนมปังปิ้ง (Toast) ติดต่อกันประมาณ 1–2 วัน จากนั้นจึงค่อย ๆ ปรับกลับมารับประทานอาหารปกติเมื่อลำไส้เริ่มทำงานดีขึ้น
Q: ป้องกันอาหารเป็นพิษได้อย่างไร?
สามารถป้องกันได้โดยการล้างมือให้สะอาดก่อนปรุงและทานอาหารทุกครั้ง ปรุงเนื้อสัตว์ให้สุกทั่วถึงด้วยอุณหภูมิที่สูงกว่า 75 องศาเซลเซียส เก็บรักษาอาหารสดในตู้เย็นที่อุณหภูมิต่ำกว่า 4 องศาเซลเซียสและหลีกเลี่ยงการตั้งอาหารทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องนานเกิน 2 ชั่วโมง
หากคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาหารเป็นพิษหรือโรคระบบทางเดินอาหารอื่น ๆ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ พร้อมให้คำปรึกษาและตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์เฉพาะทาง ติดต่อนัดหมายได้ที่ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ





