ปวดหลังด้านซ้าย ปวดหลังข้างซ้าย สาเหตุคืออะไร พร้อมวิธีดูแลรักษา
สาเหตุของอาการปวดหลังด้านซ้าย เกิดจากทั้งกล้ามเนื้ออักเสบจากการใช้งาน ท่าทางไม่เหมาะสม หรือกระดูกเสื่อมสภาพตามวัย หรือเกิดจากอวัยวะภายในผิดปกติไปจากเดิม เช่น นิ่วในไต โรคไต และโรคหัวใจ โดยมีอาการที่สังเกตได้ชัด คือ หายใจลำบาก เหนื่อยหอบ และแน่นบริเวณหน้าอก
หากมีอาการร่วมข้างต้น อาจไม่ใช่แค่ปวดเมื่อยธรรมดา แต่เป็นสัญญาณเตือนอันตรายที่ควรให้แพทย์เฉพาะทางวินิจฉัยหาสาเหตุโดยทันที วันนี้ศูนย์โรคกระดูกและข้อ โรงพยาบาลวิชัยยุทธจะพาทุกคนไปรู้จักสาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษาที่เหมาะสม
สารบัญ
- ปวดหลังด้านซ้าย เกิดจากอะไรได้บ้าง?
- ปวดหลังข้างซ้ายในผู้หญิง เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์อย่างไร?
- สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าปวดหลังซ้ายอันตราย ต้องรีบพบแพทย์
- แพทย์วินิจฉัยอาการปวดหลังข้างซ้ายอย่างไรบ้าง?
- อาการปวดหลังข้างซ้าย รักษาได้อย่างไร?
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการปวดหลังด้านซ้าย (FAQ)
ปวดหลังด้านซ้าย เกิดจากอะไรได้บ้าง?
อย่างที่เกริ่นไปว่าอาการปวดหลังข้างซ้ายมักเกิดได้จาก 2 กลุ่มสาเหตุ คือ ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก ซึ่งพบบ่อยที่สุดและส่วนใหญ่ไม่อันตราย กับอวัยวะภายใน พบได้น้อยกว่าแต่อาจรุนแรงถึงขั้นต้องรักษาเร่งด่วน โดยเฉพาะฝั่งซ้ายที่อยู่ใกล้กับหัวใจ
ปวดจากกระดูกและกล้ามเนื้อ vs ปวดจากอวัยวะภายใน
| ปวดจากกระดูกและกล้ามเนื้อ | ปวดจากอวัยวะภายใน | |
|---|---|---|
| ลักษณะการปวด | ปวดตึงชัดเจนที่หลัง กระดูก หรือล้าเฉพาะจุด | ปวดบีบ แน่น หรือปวดร้าว ไม่รู้ตำแหน่งที่แน่ชัด |
| ความสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหว | ปวดมากขึ้นเมื่อขยับตัว ก้ม บิด หรือยกของ | อาการมักไม่สัมพันธ์กับท่าทางหรือการเคลื่อนไหว |
| อาการร่วม | อาจรู้สึกชาและปวดร้าวลงขา | ไข้สูง หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อแตก และแน่นหน้าอก |
หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ทำไมถึงปวดหลังซ้าย?
เพราะหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอว ได้เคลื่อนหรือปลิ้นออกมาและไปกดเส้นประสาทข้างซ้าย จึงมีอาการปวดหลังด้านซ้ายร่วมกับปวดร้าวลงขาข้างซ้าย นอกจากนี้ มักปวดมากขึ้นเมื่อนั่งนาน ๆ ก้มตัว ไอ หรือจามด้วย ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนักและพักการใช้งาน
อาการปวดหลังข้างซ้ายที่เกิดจากอวัยวะภายใน สื่อถึงโรคอะไร?
ปวดหลังด้านซ้ายที่มาจากอวัยวะภายใน มักมีอาการร่วมเฉพาะตัวที่ช่วยแยกได้ว่าสาเหตุมาจากอวัยวะไหน ดังนี้
- โรคหัวใจ เจ็บแน่นหน้าอกร้าวมาหลังหรือแขนซ้าย เหนื่อยง่ายและเหงื่อแตก โดยเฉพาะตอนออกแรง
- โรคไตหรือนิ่วในไต ปวดบั้นเอวซ้ายเป็นพัก ๆ มีไข้สูง ร่วมกับปัสสาวะแสบขัด
หากมีอาการเฉพาะของโรคเหล่านี้ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจแยกสาเหตุให้ชัดเจน โดยเฉพาะหากสงสัยเกี่ยวกับหัวใจควรรีบไปโรงพยาบาลทันที
ปวดหลังข้างซ้ายในผู้หญิง เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์อย่างไร?
นอกจากหัวใจ ไต และตับอ่อนแล้ว อาการปวดหลังข้างซ้ายของผู้หญิงคล้ายกับอาการปวดหลังด้านขวาที่สามารถชี้เฉพาะภาวะหรือโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธ์ได้เพิ่มเติม ดังนี้
- ปวดประจำเดือน เนื่องจากฮอร์โมนทำให้มดลูกบีบตัว จึงอาจปวดร้าวมาที่เอวและหลังส่วนล่างด้านซ้ายได้
- เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ อาจเติบโตบริเวณถุงน้ำรังไข่ด้านซ้าย ทำให้ปวดท้อง ปวดหลังพร้อมกันขณะมีรอบเดือน และประจำเดือนมามากหรือมาน้อยผิดปกติ
สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าปวดหลังซ้ายอันตราย ต้องรีบพบแพทย์
อาการปวดหลังด้านซ้ายส่วนใหญ่มักดูแลและหายได้เอง เพราะเกิดจากอาการเมื่อยล้าหรือใช้งานหนักซ้ำ ๆ แต่หากปวดหลังพร้อมมีอาการร่วมที่ผิดปกติ อาจมาจากอวัยวะภายในมีปัญหา ควรรีบไปพบแพทย์เฉพาะทาง โรงพยาบาลวิชัยยุทธทันที
- เจ็บแน่นหน้าอกร้าวมาหลังหรือแขนซ้าย และเหนื่อยง่าย
- ปวดรุนแรงฉับพลัน คลื่นไส้ อาเจียน
- มีไข้ หนาวสั่น หรือปัสสาวะแสบขัด
- ปวดร้าวลงขา ร่วมกับอาการชาหรือกล้ามเนื้อขาอ่อนแรง
- ปวดท้องน้อยรุนแรงฉับพลันในผู้หญิง
หากมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกร้าวมาหลัง ร่วมกับเหนื่อยหอบ เหงื่อแตก หรือรู้สึกจะเป็นลม ควรโทรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ซึ่งต้องรักษาให้เร็วที่สุดเพื่อลดความเสียหายต่อหัวใจ
แพทย์วินิจฉัยอาการปวดหลังข้างซ้ายอย่างไรบ้าง?
แพทย์เฉพาะทางจะเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกายเสมอ เพื่อประเมินว่าสาเหตุของอาการปวดหลังข้างซ้ายมาจากกล้ามเนื้อ กระดูก หรืออวัยวะภายใน และหากสงสัยว่าเป็นโรคหรือภาวะอื่น ๆ อาจพิจารณาส่งตรวจเพิ่มเติมตามความจำเป็น
- ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เมื่อสงสัยว่าอาการปวดเกี่ยวข้องกับหัวใจ โดยเฉพาะหากปวดหลังและมีอาการเจ็บหน้าอกร่วมด้วย
- ตรวจปัสสาวะและเลือด คัดกรองการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ นิ่วในไต หรือปัญหาตับอ่อน
- อัลตราซาวด์ช่องท้องหรืออุ้งเชิงกราน ตรวจหาความผิดปกติของไต ตับอ่อน หรือรังไข่ในผู้หญิง
- เอกซเรย์หรือ MRI บริเวณกระดูกสันหลัง เมื่อสงสัยว่าหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท เพราะมองเห็นรายละเอียดของกระดูก เนื้อเยื่อ และเส้นประสาทได้ชัดเจน
อาการปวดหลังข้างซ้าย รักษาได้อย่างไร?
แพทย์จะเลือกใช้แนวทางการรักษาแตกต่างกันไปตามสาเหตุที่ตรวจพบ เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้อย่างตรงจุดที่สุด ดังนี้
- ปวดจากกล้ามเนื้อและกระดูก พักการใช้งาน ประคบ ใช้ยาแก้ปวด และทำกายภาพบำบัด หากมีอาการปวดหลังด้านซ้ายเรื้อรัง
- โรคหัวใจ แพทย์อาจให้ยาขยายหลอดเลือด ทำบอลลูน เพื่อขยายหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือผ่าตัดบายพาสหัวใจ (CABG)
- นิ่วในไตหรือกรวยไตอักเสบ ดื่มน้ำมาก ๆ ใช้ยาแก้ปวด หรือยาปฏิชีวนะ หากมีการติดเชื้อร่วมด้วย
- ระบบสืบพันธุ์ในผู้หญิง แพทย์จะติดตามอาการไปเรื่อย ๆ ในกรณีที่ไม่รุนแรง และอาจพิจารณาผ่าตัดในกรณีถุงน้ำรังไข่บิดขั้ว
วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นเมื่อปวดหลังด้านซ้าย
- พักการใช้งานหลังและหลีกเลี่ยงการยกของหนักชั่วคราว
- ประคบเย็นใน 24-48 ชั่วโมงแรก เพื่อลดการอักเสบ แล้วเปลี่ยนเป็นประคบร้อนหากปวดเรื้อรัง
- พยายามลุกเปลี่ยนอิริยาบถทุก ๆ 30-45 นาที พร้อมปรับเปลี่ยนท่านั่งขณะทำงาน
- ใช้ยาแก้ปวดตามคำแนะนำของแพทย์ หากจำเป็น
ซึ่งแนวทางการดูแลตัวเองเบื้องต้นนี้ เหมาะกับอาการปวดหลังด้านซ้ายที่มีสาเหตุมาจากกล้ามเนื้อและกระดูกเท่านั้น หากสงสัยว่าอวัยวะภายในของตนเองผิดปกติ ควรเดินทางไปโรงพยาบาล เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยอาการทันที
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการปวดหลังด้านซ้าย (FAQ)
ปวดหลังด้านซ้ายเรื้อรัง ควรตรวจอะไรก่อน?
หากปวดต่อเนื่องนานเกิน 2-3 สัปดาห์ ถือว่าเข้าเกณฑ์เรื้อรังที่ควรพบแพทย์ แพทย์มักเริ่มจากตรวจร่างกายและคลื่นไฟฟ้าหัวใจก่อนเพื่อแยกภาวะหัวใจออกก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงพิจารณาตรวจเพิ่มเติมตามอาการร่วม
นอนตะแคงซ้ายแล้วปวดหลัง ผิดปกติไหม?
ไม่เสมอไป การนอนตะแคงข้างใดข้างหนึ่งนาน ๆ อาจทำให้กล้ามเนื้อด้านนั้นถูกกดทับและปวดได้ตามปกติ แต่หากปวดทุกครั้งที่นอนตะแคงซ้ายและไม่ดีขึ้นเมื่อเปลี่ยนท่า ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง
ปวดหลังด้านซ้ายในคนออกกำลังกาย เกิดจากอะไร?
ส่วนใหญ่มักเกิดจากกล้ามเนื้อหลังอักเสบจากการใช้งานหนัก หรือท่าทางไม่ถูกต้องขณะออกกำลังกาย แต่หากปวดร่วมกับเจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย เหงื่อแตก หรือหน้ามืด ควรหยุดออกกำลังกายและพบแพทย์ทันที
ปวดหลังด้านซ้ายป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำได้ไหม?
ป้องกันได้เฉพาะสาเหตุที่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อและกระดูก เช่น ปรับท่านั่งยืน ออกกำลังกาย และหลีกเลี่ยงยกของหนักผิดวิธี ส่วนสาเหตุจากอวัยวะภายในอย่างหัวใจหรือไต เน้นไปที่การควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง เช่น ความดันโลหิต ไขมัน และดื่มน้ำให้เพียงพอ





