• banner

วัยหมดประจำเดือน กับโรคกระดูกพรุน

เมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน หลายคนอาจสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เช่น ร้อนวูบวาบ นอนหลับไม่เต็มที่ หรืออารมณ์เปลี่ยนแปลง แต่ยังมีอีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในและอาจไม่แสดงอาการให้เห็นชัดเจน นั่นคือ “มวลกระดูกที่ลดลง”

วัยหมดประจำเดือนจึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ผู้หญิงควรหันมาใส่ใจสุขภาพกระดูกมากขึ้น เพราะการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนมีส่วนทำให้ร่างกายสูญเสียมวลกระดูกเร็วขึ้น และเพิ่มโอกาสเกิดภาวะกระดูกบางและโรคกระดูกพรุนในอนาคต

ทำไมหมดประจำเดือนแล้ว กระดูกจึงบางลง?

กระดูกของเราไม่ใช่โครงสร้างที่อยู่นิ่งตลอดชีวิต จะมีการสร้างกระดูกใหม่และสลายกระดูกเก่าอยู่ตลอดเวลา (Bone remodeling) ในช่วงที่ร่างกายยังรักษาสมดุลได้ดี กระบวนการทั้งสองจะทำงานใกล้เคียงกัน ทำให้กระดูกยังคงแข็งแรง

หนึ่งในฮอร์โมนที่มีบทบาทสำคัญต่อกระดูกของผู้หญิงคือ เอสโตรเจน (Estrogen) ซึ่งช่วยควบคุมกระบวนการ Bone remodeling เมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ระดับเอสโตรเจนจะลดลงอย่างชัดเจน ส่งผลให้การสลายกระดูกเกิดมากกว่าการสร้างกระดูกใหม่ มวลกระดูกจึงค่อย ๆ ลดลง โดยเฉพาะในช่วงใกล้และหลังหมดประจำเดือน

หากมวลกระดูกลดลงมากจนกระดูกมีความแข็งแรงน้อยลง อาจพัฒนาไปสู่โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) และทำให้กระดูกหักจากแรงกระแทกที่ไม่รุนแรงได้ง่ายขึ้น

กระดูกพรุนอาจเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ทันสังเกต

สิ่งที่ทำให้โรคกระดูกพรุนแตกต่างจากโรคหลายชนิด คือในระยะแรกมักไม่มีอาการชัดเจน บางคนยังเดิน ออกกำลังกาย หรือทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ จึงอาจไม่ทราบว่ามวลกระดูกลดลงแล้ว จนกระทั่งเกิดกระดูกหัก

ตำแหน่งที่พบกระดูกหักจากความเปราะบางของกระดูกได้บ่อย ได้แก่ กระดูกสันหลัง สะโพก ข้อมือ และต้นแขน

ในบางรายอาจเริ่มสังเกตจากความสูงที่ลดลง หลังค่อม หรือปวดหลังจากกระดูกสันหลังยุบตัว ดังนั้น การประเมินความเสี่ยงก่อนเกิดกระดูกหักจึงมีประโยชน์มากกว่าการรอให้มีอาการแล้วจึงเริ่มดูแล

ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนแบบไหนควรใส่ใจเป็นพิเศษ?

การหมดประจำเดือนเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ความเสี่ยงกระดูกพรุนเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงทุกคนจะมีความเสี่ยงเท่ากัน ควรพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น
  • อายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า
  • หมดประจำเดือนเร็วกว่าปกติ โดยเฉพาะก่อนอายุ 45 ปี
  • มีรูปร่างผอมหรือน้ำหนักตัวน้อย
  • พ่อหรือแม่มีประวัติกระดูกสะโพกหัก
  • เคยมีกระดูกหักจากอุบัติเหตุหรือแรงกระแทกเพียงเล็กน้อย
  • รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดีไม่เพียงพอ
  • ไม่ค่อยออกกำลังกายหรือมีกิจกรรมทางกายน้อย
  • สูบบุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
  • ใช้ยาบางชนิดเป็นเวลานาน เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์
  • มีโรคหรือภาวะบางอย่างที่ส่งผลต่อการสร้างและสลายกระดูก
หากมีหลายปัจจัยร่วมกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสุขภาพกระดูกอย่างเหมาะสมกับแต่ละบุคคล

จำเป็นต้องตรวจมวลกระดูกเมื่อไร?

การตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูก หรือ Bone Mineral Density (BMD) โดยวิธี DXA (Dual-energy X-ray Absorptiometry) เป็นการตรวจที่ใช้ประเมินความหนาแน่นของกระดูกและช่วยประกอบการวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน

แนวทางของมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทยแนะนำการตรวจ BMD ในผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป รวมถึงผู้ที่อายุน้อยกว่านั้นแต่มีปัจจัยเสี่ยงบางประการ เช่น หมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี มีประวัติกระดูกหักจากแรงกระแทกต่ำ หรือมีภาวะและการใช้ยาที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียมวลกระดูก

ในผู้หญิงวัยหมดระดูทุกราย แพทย์อาจประเมินร่วมกับประวัติสุขภาพ การตรวจร่างกาย และเครื่องมือประเมินความเสี่ยงกระดูกหัก เช่น FRAX (Fracture Risk Assessment Tool) เพื่อพิจารณาว่าควรตรวจเพิ่มเติมหรือเริ่มการดูแลอย่างไร

ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องรอให้อายุถึง 65 ปีเสมอไป หากมีปัจจัยเสี่ยง การพูดคุยกับแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยวางแผนดูแลกระดูกได้เหมาะสมกว่า

ดูแลกระดูกอย่างไรเมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน?

สุขภาพกระดูกไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เป็นผลจากทั้งอาหาร การออกกำลังกาย พฤติกรรมสุขภาพ โรคประจำตัว และยาที่ใช้อยู่ การดูแลจึงควรทำควบคู่กันหลายด้าน
  • รับประทานอาหารให้ได้แคลเซียมเพียงพอ เลือกอาหารที่เป็นแหล่งแคลเซียม เช่น นมและผลิตภัณฑ์จากนม ปลาเล็กปลาน้อยหรือปลาที่รับประทานพร้อมกระดูก เต้าหู้ และผักใบเขียวบางชนิด พร้อมรับประทานอาหารให้หลากหลายและได้รับโปรตีนอย่างเหมาะสม
  • ให้ความสำคัญกับวิตามินดี วิตามินดีมีส่วนช่วยในการดูดซึมแคลเซียม หากสงสัยว่าได้รับวิตามินดีไม่เพียงพอ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อให้ได้ปริมาณที่เหมาะกับสุขภาพของแต่ละคน
  • ออกกำลังกายที่มีแรงลงน้ำหนักและฝึกกล้ามเนื้อ กิจกรรมอย่างการเดิน รวมถึงการออกกำลังกายแบบแรงต้านหรือฝึกกล้ามเนื้อ มีส่วนช่วยดูแลความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อ การฝึกการทรงตัวยังช่วยลดโอกาสการหกล้มได้อีกทางหนึ่ง
  • ลดปัจจัยที่เร่งการสูญเสียมวลกระดูก หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ จำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และดูแลน้ำหนักตัวให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม
  • ประเมินความเสี่ยงตามช่วงวัย หากเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงร่วม ควรพูดคุยกับแพทย์เกี่ยวกับสุขภาพกระดูก การตรวจมวลกระดูก และแนวทางดูแลที่เหมาะกับตนเอง
สำหรับผู้ที่ตรวจพบภาวะกระดูกพรุนหรือมีความเสี่ยงกระดูกหักสูง แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยยา โดยเลือกตามระดับความเสี่ยง อายุ โรคประจำตัว และปัจจัยสุขภาพอื่น ๆ เป็นรายบุคคล


วัยหมดประจำเดือน คือช่วงเวลาที่ควรเริ่มใส่ใจ “กระดูก” มากขึ้น

การหมดประจำเดือนเป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของร่างกาย แต่การลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนในช่วงนี้มีผลต่อสุขภาพกระดูกโดยตรง การรู้ปัจจัยเสี่ยง ดูแลอาหาร ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และตรวจประเมินเมื่อมีข้อบ่งชี้ จึงเป็นส่วนสำคัญของการดูแลสุขภาพในระยะยาว เพราะกระดูกพรุนในระยะแรกอาจไม่มีสัญญาณให้สังเกต การดูแลจึงไม่ควรเริ่มหลังจากเกิดกระดูกหัก แต่ควรเริ่มตั้งแต่วันที่เรารู้ว่า “สุขภาพกระดูกของเราเป็นอย่างไร”

ศูนย์โรคกระดูกและข้อ
โทร. 0-2265-7777
ศูนย์รักษา: ศูนย์โรคกระดูกและข้อ
วัน/เดือน/ปี ที่โพสต์: 28/09/2026

แพทย์ผู้เขียน

นพ. สุทธิพัฒน์ ไพโรจน์บริบูรณ์

img

ความถนัดเฉพาะทาง

ศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์

ความถนัดเฉพาะทางอื่น

กระดูกสันหลัง

ภาษาสื่อสาร

ไทย, อังกฤษ

ติดต่อเรา

โปรแกรมอื่นๆ