วัยหมดประจำเดือน กับโรคกระดูกพรุน
เมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน หลายคนอาจสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เช่น ร้อนวูบวาบ นอนหลับไม่เต็มที่ หรืออารมณ์เปลี่ยนแปลง แต่ยังมีอีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในและอาจไม่แสดงอาการให้เห็นชัดเจน นั่นคือ “มวลกระดูกที่ลดลง”
วัยหมดประจำเดือนจึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ผู้หญิงควรหันมาใส่ใจสุขภาพกระดูกมากขึ้น เพราะการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนมีส่วนทำให้ร่างกายสูญเสียมวลกระดูกเร็วขึ้น และเพิ่มโอกาสเกิดภาวะกระดูกบางและโรคกระดูกพรุนในอนาคต
หนึ่งในฮอร์โมนที่มีบทบาทสำคัญต่อกระดูกของผู้หญิงคือ เอสโตรเจน (Estrogen) ซึ่งช่วยควบคุมกระบวนการ Bone remodeling เมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ระดับเอสโตรเจนจะลดลงอย่างชัดเจน ส่งผลให้การสลายกระดูกเกิดมากกว่าการสร้างกระดูกใหม่ มวลกระดูกจึงค่อย ๆ ลดลง โดยเฉพาะในช่วงใกล้และหลังหมดประจำเดือน
หากมวลกระดูกลดลงมากจนกระดูกมีความแข็งแรงน้อยลง อาจพัฒนาไปสู่โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) และทำให้กระดูกหักจากแรงกระแทกที่ไม่รุนแรงได้ง่ายขึ้น
ตำแหน่งที่พบกระดูกหักจากความเปราะบางของกระดูกได้บ่อย ได้แก่ กระดูกสันหลัง สะโพก ข้อมือ และต้นแขน
ในบางรายอาจเริ่มสังเกตจากความสูงที่ลดลง หลังค่อม หรือปวดหลังจากกระดูกสันหลังยุบตัว ดังนั้น การประเมินความเสี่ยงก่อนเกิดกระดูกหักจึงมีประโยชน์มากกว่าการรอให้มีอาการแล้วจึงเริ่มดูแล
แนวทางของมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทยแนะนำการตรวจ BMD ในผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป รวมถึงผู้ที่อายุน้อยกว่านั้นแต่มีปัจจัยเสี่ยงบางประการ เช่น หมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี มีประวัติกระดูกหักจากแรงกระแทกต่ำ หรือมีภาวะและการใช้ยาที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียมวลกระดูก
ในผู้หญิงวัยหมดระดูทุกราย แพทย์อาจประเมินร่วมกับประวัติสุขภาพ การตรวจร่างกาย และเครื่องมือประเมินความเสี่ยงกระดูกหัก เช่น FRAX (Fracture Risk Assessment Tool) เพื่อพิจารณาว่าควรตรวจเพิ่มเติมหรือเริ่มการดูแลอย่างไร
ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องรอให้อายุถึง 65 ปีเสมอไป หากมีปัจจัยเสี่ยง การพูดคุยกับแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยวางแผนดูแลกระดูกได้เหมาะสมกว่า
การหมดประจำเดือนเป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของร่างกาย แต่การลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนในช่วงนี้มีผลต่อสุขภาพกระดูกโดยตรง การรู้ปัจจัยเสี่ยง ดูแลอาหาร ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และตรวจประเมินเมื่อมีข้อบ่งชี้ จึงเป็นส่วนสำคัญของการดูแลสุขภาพในระยะยาว เพราะกระดูกพรุนในระยะแรกอาจไม่มีสัญญาณให้สังเกต การดูแลจึงไม่ควรเริ่มหลังจากเกิดกระดูกหัก แต่ควรเริ่มตั้งแต่วันที่เรารู้ว่า “สุขภาพกระดูกของเราเป็นอย่างไร”
ศูนย์โรคกระดูกและข้อ
โทร. 0-2265-7777
วัยหมดประจำเดือนจึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ผู้หญิงควรหันมาใส่ใจสุขภาพกระดูกมากขึ้น เพราะการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนมีส่วนทำให้ร่างกายสูญเสียมวลกระดูกเร็วขึ้น และเพิ่มโอกาสเกิดภาวะกระดูกบางและโรคกระดูกพรุนในอนาคต
ทำไมหมดประจำเดือนแล้ว กระดูกจึงบางลง?
กระดูกของเราไม่ใช่โครงสร้างที่อยู่นิ่งตลอดชีวิต จะมีการสร้างกระดูกใหม่และสลายกระดูกเก่าอยู่ตลอดเวลา (Bone remodeling) ในช่วงที่ร่างกายยังรักษาสมดุลได้ดี กระบวนการทั้งสองจะทำงานใกล้เคียงกัน ทำให้กระดูกยังคงแข็งแรงหนึ่งในฮอร์โมนที่มีบทบาทสำคัญต่อกระดูกของผู้หญิงคือ เอสโตรเจน (Estrogen) ซึ่งช่วยควบคุมกระบวนการ Bone remodeling เมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ระดับเอสโตรเจนจะลดลงอย่างชัดเจน ส่งผลให้การสลายกระดูกเกิดมากกว่าการสร้างกระดูกใหม่ มวลกระดูกจึงค่อย ๆ ลดลง โดยเฉพาะในช่วงใกล้และหลังหมดประจำเดือน
หากมวลกระดูกลดลงมากจนกระดูกมีความแข็งแรงน้อยลง อาจพัฒนาไปสู่โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) และทำให้กระดูกหักจากแรงกระแทกที่ไม่รุนแรงได้ง่ายขึ้น
กระดูกพรุนอาจเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ทันสังเกต
สิ่งที่ทำให้โรคกระดูกพรุนแตกต่างจากโรคหลายชนิด คือในระยะแรกมักไม่มีอาการชัดเจน บางคนยังเดิน ออกกำลังกาย หรือทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ จึงอาจไม่ทราบว่ามวลกระดูกลดลงแล้ว จนกระทั่งเกิดกระดูกหักตำแหน่งที่พบกระดูกหักจากความเปราะบางของกระดูกได้บ่อย ได้แก่ กระดูกสันหลัง สะโพก ข้อมือ และต้นแขน
ในบางรายอาจเริ่มสังเกตจากความสูงที่ลดลง หลังค่อม หรือปวดหลังจากกระดูกสันหลังยุบตัว ดังนั้น การประเมินความเสี่ยงก่อนเกิดกระดูกหักจึงมีประโยชน์มากกว่าการรอให้มีอาการแล้วจึงเริ่มดูแล
ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนแบบไหนควรใส่ใจเป็นพิเศษ?
การหมดประจำเดือนเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ความเสี่ยงกระดูกพรุนเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงทุกคนจะมีความเสี่ยงเท่ากัน ควรพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น- อายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า
- หมดประจำเดือนเร็วกว่าปกติ โดยเฉพาะก่อนอายุ 45 ปี
- มีรูปร่างผอมหรือน้ำหนักตัวน้อย
- พ่อหรือแม่มีประวัติกระดูกสะโพกหัก
- เคยมีกระดูกหักจากอุบัติเหตุหรือแรงกระแทกเพียงเล็กน้อย
- รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดีไม่เพียงพอ
- ไม่ค่อยออกกำลังกายหรือมีกิจกรรมทางกายน้อย
- สูบบุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
- ใช้ยาบางชนิดเป็นเวลานาน เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์
- มีโรคหรือภาวะบางอย่างที่ส่งผลต่อการสร้างและสลายกระดูก
จำเป็นต้องตรวจมวลกระดูกเมื่อไร?
การตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูก หรือ Bone Mineral Density (BMD) โดยวิธี DXA (Dual-energy X-ray Absorptiometry) เป็นการตรวจที่ใช้ประเมินความหนาแน่นของกระดูกและช่วยประกอบการวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนแนวทางของมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทยแนะนำการตรวจ BMD ในผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป รวมถึงผู้ที่อายุน้อยกว่านั้นแต่มีปัจจัยเสี่ยงบางประการ เช่น หมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี มีประวัติกระดูกหักจากแรงกระแทกต่ำ หรือมีภาวะและการใช้ยาที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียมวลกระดูก
ในผู้หญิงวัยหมดระดูทุกราย แพทย์อาจประเมินร่วมกับประวัติสุขภาพ การตรวจร่างกาย และเครื่องมือประเมินความเสี่ยงกระดูกหัก เช่น FRAX (Fracture Risk Assessment Tool) เพื่อพิจารณาว่าควรตรวจเพิ่มเติมหรือเริ่มการดูแลอย่างไร
ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องรอให้อายุถึง 65 ปีเสมอไป หากมีปัจจัยเสี่ยง การพูดคุยกับแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยวางแผนดูแลกระดูกได้เหมาะสมกว่า
ดูแลกระดูกอย่างไรเมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน?
สุขภาพกระดูกไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เป็นผลจากทั้งอาหาร การออกกำลังกาย พฤติกรรมสุขภาพ โรคประจำตัว และยาที่ใช้อยู่ การดูแลจึงควรทำควบคู่กันหลายด้าน- รับประทานอาหารให้ได้แคลเซียมเพียงพอ เลือกอาหารที่เป็นแหล่งแคลเซียม เช่น นมและผลิตภัณฑ์จากนม ปลาเล็กปลาน้อยหรือปลาที่รับประทานพร้อมกระดูก เต้าหู้ และผักใบเขียวบางชนิด พร้อมรับประทานอาหารให้หลากหลายและได้รับโปรตีนอย่างเหมาะสม
- ให้ความสำคัญกับวิตามินดี วิตามินดีมีส่วนช่วยในการดูดซึมแคลเซียม หากสงสัยว่าได้รับวิตามินดีไม่เพียงพอ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อให้ได้ปริมาณที่เหมาะกับสุขภาพของแต่ละคน
- ออกกำลังกายที่มีแรงลงน้ำหนักและฝึกกล้ามเนื้อ กิจกรรมอย่างการเดิน รวมถึงการออกกำลังกายแบบแรงต้านหรือฝึกกล้ามเนื้อ มีส่วนช่วยดูแลความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อ การฝึกการทรงตัวยังช่วยลดโอกาสการหกล้มได้อีกทางหนึ่ง
- ลดปัจจัยที่เร่งการสูญเสียมวลกระดูก หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ จำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และดูแลน้ำหนักตัวให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม
- ประเมินความเสี่ยงตามช่วงวัย หากเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงร่วม ควรพูดคุยกับแพทย์เกี่ยวกับสุขภาพกระดูก การตรวจมวลกระดูก และแนวทางดูแลที่เหมาะกับตนเอง
วัยหมดประจำเดือน คือช่วงเวลาที่ควรเริ่มใส่ใจ “กระดูก” มากขึ้น
การหมดประจำเดือนเป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของร่างกาย แต่การลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนในช่วงนี้มีผลต่อสุขภาพกระดูกโดยตรง การรู้ปัจจัยเสี่ยง ดูแลอาหาร ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และตรวจประเมินเมื่อมีข้อบ่งชี้ จึงเป็นส่วนสำคัญของการดูแลสุขภาพในระยะยาว เพราะกระดูกพรุนในระยะแรกอาจไม่มีสัญญาณให้สังเกต การดูแลจึงไม่ควรเริ่มหลังจากเกิดกระดูกหัก แต่ควรเริ่มตั้งแต่วันที่เรารู้ว่า “สุขภาพกระดูกของเราเป็นอย่างไร”ศูนย์โรคกระดูกและข้อ
โทร. 0-2265-7777
ศูนย์รักษา: ศูนย์โรคกระดูกและข้อ
วัน/เดือน/ปี ที่โพสต์: 28/09/2026
แพทย์ผู้เขียน
นพ. สุทธิพัฒน์ ไพโรจน์บริบูรณ์
ความถนัดเฉพาะทาง
ศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์





