อาการลำไส้อักเสบ 6 สัญญาณเตือนที่ต้องรีบพบแพทย์
อาการลำไส้อักเสบไม่ว่าจะเป็นชนิดที่เกิดจากการติดเชื้อแบบเฉียบพลันหรือชนิดเรื้อรัง (IBD) มักถูกผู้ป่วยหลายคนมองข้ามและเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงแค่อาการท้องเสียหรือโรคกระเพาะอาหารทั่วไป ข้อมูลทางการแพทย์ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้ป่วยในกลุ่มโรคทางเดินอาหารกว่า 40% มักจะตัดสินใจมาพบแพทย์ก็ต่อเมื่อเยื่อบุลำไส้ถูกทำลายจนเกิดแผลลึกหรือมีอาการรุนแรงที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันไปแล้ว การปล่อยปละละเลยความผิดปกติของระบบขับถ่ายเหล่านี้ อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ยากต่อการรักษา ดังนั้นการเข้าใจ 6 สัญญาณเตือนอันตรายระดับวิกฤตที่คุณไม่ควรละเลยที่จะช่วยให้คุณสามารถสังเกตตัวเองและคนรอบข้างได้ พร้อมแนวทางการ เตรียมตัวส่องกล้องตรวจรักษา เพื่อป้องกันความเสี่ยงของภาวะลำไส้ตีบตัน ลำไส้ทะลุหรือแม้กระทั่งการก่อตัวของมะเร็งลำไส้ใหญ่ในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
สารบัญ
- ลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD) ภัยร้ายที่เกิดจากภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง
- 6 สัญญาณเตือนระดับวิกฤต ที่บ่งบอกว่าลำไส้กำลังอักเสบรุนแรง
- เจาะลึกความต่าง ลำไส้อักเสบชนิดโคร์น (Crohn's) vs ลำไส้ใหญ่อักเสบ (UC)
- 3 ขั้นตอนเตรียมตัวก่อนมาพบแพทย์ เพื่อส่องกล้องคัดกรองรอยโรค
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD) ภัยร้ายที่เกิดจากภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง
โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease หรือ IBD) เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่หันมาทำลายเซลล์เยื่อบุทางเดินอาหารของตนเอง ทำให้เกิดแผลอักเสบ บวมแดงและมีเลือดออกตามผนังลำไส้ ซึ่งมีความแตกต่างจากการติดเชื้อแบคทีเรียชั่วคราวอย่างสิ้นเชิง หากผู้ป่วยปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการควบคุมอาการ อาจส่งผลให้ลำไส้เกิดพังผืด ตีบตัน จนไม่สามารถดูดซึมสารอาหารได้ตามปกติร่างกายจึงทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว

6 สัญญาณเตือนระดับวิกฤต ที่บ่งบอกว่าลำไส้กำลังอักเสบรุนแรง
การสังเกตความผิดปกติของระบบขับถ่าย คือ วิธีคัดกรองเบื้องต้น หากคุณมีอาการท้องเสียเรื้อรังนานกว่า 4 สัปดาห์ร่วมกับกลุ่มอาการรุนแรงเหล่านี้ ถือเป็นข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ชัดเจนว่าเยื่อบุลำไส้กำลังถูกทำลายอย่างหนักและควรได้รับการตรวจวินิจฉัยด่วน ได้แก่
1. ถ่ายปนมูกเลือด หรือมีเลือดสดปนในอุจจาระปริมาณมาก
เกิดจากการที่เยื่อบุลำไส้อักเสบอย่างหนักจนเกิดแผลเปิดและมีเลือดออกภายใน บางรายอาจขับถ่ายออกมาเป็นเลือดสดหรือมีมูกหนองปนออกมาด้วย ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัย ของภาวะอักเสบเรื้อรัง
2. น้ำหนักตัวลดลงฮวบฮาบโดยไม่ทราบสาเหตุและการคุมอาหาร
เมื่อลำไส้เกิดการอักเสบและมีแผล ร่างกายจะไม่สามารถดูดซึมสารอาหาร วิตามินและน้ำได้อย่างเต็มที่ ทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหารสะสมร่วมกับผู้ป่วยมักมีอาการเบื่ออาหารจากความเจ็บปวดเวลาทานอาหารร่วมด้วย
3. มีไข้สูงหนาวสั่น ร่วมกับอาการอ่อนเพลียเรื้อรังจากภาวะโลหิตจาง
ไข้สูงเป็นปฏิกิริยาตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันเมื่อมีการอักเสบอย่างหนักหรือมีฝีหนองซ่อนอยู่ในลำไส้ ส่วนอาการอ่อนเพลีย หน้ามืดมักเป็นผลพวงมาจากการสูญเสียเลือดทางอุจจาระเรื้อรังจนนำไปสู่ภาวะโลหิตจาง
4. ปวดเกร็งหน้าท้องรุนแรงจนสะดุ้งตื่นกลางดึก
อาการปวดบิดเกร็งที่รุนแรงกว่าการปวดท้องทั่วไป โดยเฉพาะลักษณะการปวดที่รุนแรงจนปลุกให้คุณต้องสะดุ้งตื่นจากการนอนหลับ บ่งบอกถึงการบีบตัวอย่างผิดปกติหรืออาจมีภาวะลำไส้ตีบตันแทรกซ้อน
5. รู้สึกถ่ายไม่สุด เหมือนมีก้อนอุดตันในทวารหนักตลอดเวลา (Tenesmus)
เป็นภาวะทางระบบประสาทที่เรียกว่า Tenesmus เกิดจากการอักเสบบริเวณปลายลำไส้ใหญ่หรือไส้ตรง ทำให้ระบบประสาทส่งสัญญาณหลอกให้ร่างกายรู้สึกปวดเบ่งหรือรู้สึกเหมือนมีอุจจาระค้างอยู่ตลอดเวลาแม้เพิ่งจะขับถ่ายเสร็จก็ตาม
6. มีแผลพุพอง แผลปริแตก หรือเกิดฝีคัณฑสูตรรอบหูรูดทวารหนัก
อาการนี้มักพบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบชนิดโครห์นโดยแผลอักเสบอาจกัดกร่อนลึกทะลุชั้นกล้ามเนื้อออกมาจนเกิดเป็นทางทะลุหรือเกิดเป็นฝีหนองบริเวณรอบปากทวารหนัก สร้างความเจ็บปวดอย่างมากในเวลาขับถ่าย

เจาะลึกความต่าง ลำไส้อักเสบชนิดโคร์น (Crohn's) vs ลำไส้ใหญ่อักเสบ (UC)
โรคลำไส้อักเสบเรื้อรังแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ซึ่งมีตำแหน่งการเกิดโรค ความลึกของแผลและระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน การแยกแยะชนิดของโรคอย่างแม่นยำจะช่วยให้แพทย์วางแผนการให้ยากดภูมิคุ้มกันหรือการผ่าตัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังตารางเปรียบเทียบต่อไปนี้
| ข้อแตกต่าง | โรคโครห์น (Crohn's Disease) | โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรัง (Ulcerative Colitis) |
|---|---|---|
| ตำแหน่งที่อักเสบ | เกิดขึ้นได้ทุกส่วนของทางเดินอาหาร (ตั้งแต่ปากถึงทวารหนัก) | เกิดขึ้นเฉพาะที่เยื่อบุลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเท่านั้น |
| ความลึกของแผล | แผลอักเสบลึกทะลุผ่านผนังลำไส้ทุกชั้น | แผลอักเสบตื้นเกิดขึ้นเฉพาะเยื่อบุชั้นในสุดของลำไส้ใหญ่ |
| โอกาสทะลุและภาวะแทรกซ้อน | เสี่ยงลำไส้ทะลุสูง มักเกิดฝีคัณฑสูตรและลำไส้ตีบตัน | โอกาสทะลุน้อยกว่าแต่เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่สูงมากในระยะยาว |
3 ขั้นตอนเตรียมตัวก่อนมาพบแพทย์ เพื่อส่องกล้องคัดกรองรอยโรค
เมื่อมีสัญญาณเตือนครบตามเกณฑ์ แพทย์จะแนะนำให้ทำการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) เพื่อประเมินความเสียหายและตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา โดยผู้ป่วยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมของลำไส้เพื่อให้กล้องสามารถจับภาพผนังลำไส้ได้อย่างชัดเจนและประเมินดูรอยโรค ตามแนวทางการเตรียมตัว 3 ขั้นตอน ดังนี้
- งดอาหารกากใยสูง ประมาณ 2-3 วันก่อนถึงวันนัด ควรเลี่ยงผักสด ผลไม้ ธัญพืชขัดสีน้อย รวมถึงเนื้อสัตว์ที่เคี้ยวและย่อยยาก
- ทานอาหารเหลวใส ล่วงหน้า 1 วันก่อนตรวจ เช่น น้ำซุปใส น้ำแอปเปิลหรือน้ำเกลือแร่ ควรงดเครื่องดื่มที่มีสีแดงหรือม่วง เพราะอาจทำให้สับสนกับรอยเลือดได้
- ดื่มยาระบายตามแพทย์สั่ง ดื่มยาระบายตามที่แพทย์สั่งให้ครบตามปริมาณที่กำหนดเพื่อล้างกากอุจจาระออกจากลำไส้ให้สะอาดหมดจด
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง เสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มากกว่าคนปกติจริงไหม?
เป็นความจริง สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรังติดต่อกันเป็นเวลานานเกิน 8-10 ปี การที่เยื่อบุลำไส้เกิดบาดแผลและอักเสบซ้ำไปซ้ำมา จะไปเพิ่มความเสี่ยงให้เซลล์เกิดการกลายพันธุ์เป็นมะเร็งได้มากกว่าคนทั่วไปราว 2-3 เท่า แพทย์จึงนัดหมายให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้เข้ามาส่องกล้องคัดกรองมะเร็งเพื่อติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ
โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD) สามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่?
ในทางการแพทย์ปัจจุบันอาจจะยังไม่มีวิธีหรือตัวยาที่ช่วยรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ 100% แต่อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีการรักษาในปัจจุบัน เช่น การรักษาด้วยยากลุ่มชีววัตถุ (Biologics) หรือยากดภูมิคุ้มกัน จะช่วยควบคุมการอักเสบให้สงบลง (Remission) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ป่วยไม่มีอาการเจ็บปวด ลำไส้สมานตัว และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวัน ทำงานหรือออกกำลังกายได้ตามปกติเหมือนคนทั่วไป
อาการลำไส้อักเสบเรื้อรัง หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจลุกลามจนนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต เช่น ลำไส้ทะลุหรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ หากคุณหรือคนใกล้ชิดเริ่มมี 6 สัญญาณเตือนดังกล่าว แนะนำให้รีบเข้ามาปรึกษาแพทย์เฉพาะทางที่ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับโรงพยาบาลวิชัยยุทธ พร้อมให้การดูแลด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางและเทคโนโลยีการส่องกล้องที่ทันสมัย เพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำและการรักษาที่คืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้คุณอีกครั้ง
ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
โทร. 0-2265-7777





