• banner

ปวดท้องร่วมกับท้องเสีย อาการ สาเหตุ และวิธีดูแลที่คุณต้องรู้

อาการปวดท้องร่วมกับท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำเป็นกลไกที่เกิดจากการที่ลำไส้บีบตัวอย่างรุนแรงเพื่อพยายามขับเชื้อโรคหรือสารพิษออกจากร่างกาย ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่าผู้ป่วยกว่า 60% มักมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มโรคทางเดินอาหารหลายคนเมื่อมีอาการมักจะตกใจและรีบหาซื้อยาหยุดถ่ายมาทานเอง ซึ่งนั่นอาจเป็นวิธีที่ผิดและทำให้เชื้อโรคสะสมนานขึ้น สิ่งสำคัญอันดับแรกเมื่อเกิดอาการนี้ คือ การจิบเกลือแร่เพื่อทดแทนน้ำที่เสียไปเพื่อป้องกันภาวะช็อกจากการขาดน้ำ ดังนั้นการเข้าใจและทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงของอาการปวดท้องบิดร่วมกับท้องเสีย พร้อมกับวิธีการดูแลที่เหมาะสมและเช็กสัญญาณอันตรายที่ควรรีบไปโรงพยาบาล เพื่อให้คุณรับมือกับภาวะนี้ได้อย่างปลอดภัย

สารบัญ

ทำไมถึงปวดท้องบิดและถ่ายเหลวพร้อมกัน?

อาการปวดท้องและถ่ายเหลวพร้อมกันเป็นกลไกการป้องกันตัวอัตโนมัติของร่างกาย เมื่อผนังลำไส้ตรวจพบเชื้อแบคทีเรียหรือสารแปลกปลอมจะกระตุ้นให้กล้ามเนื้อหดเกร็งตัวอย่างรวดเร็วจนเกิดอาการปวดบิด พร้อมกับดึงน้ำเข้ามาในลำไส้เพื่อชะล้างสิ่งสกปรกออกไป ทำให้เกิดการถ่ายเป็นน้ำอย่างต่อเนื่องนั่นเอง


ปวดท้องร่วมกับท้องเสีย โรคทางเดินอาหาร


4 กลุ่มโรคเสี่ยง ที่แฝงมากับอาการปวดท้องและระบบขับถ่ายแปรปรวน

หากมีอาการปวดเกร็งช่องท้องร่วมกับการขับถ่ายที่ผิดปกติ อาจไม่ได้เกิดจากอาหารไม่สะอาดเพียงอย่างเดียว แต่หากคุณมีอาการเฉพาะเจาะจง เช่น มีอาการปวดท้องข้างซ้ายส่วนล่างร่วมกับการถ่ายมีมูกเลือดหรือมีอาการถ่ายเหลวเรื้อรัง อาจต้องเฝ้าระวัง 4 กลุ่มโรคหลักทางระบบทางเดินอาหารและต่อมไร้ท่อ ได้แก่

1. ลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อ (Gastroenteritis)

มักเกิดจากการติดเชื้อไวรัส เช่น โรต้าไวรัสหรือแบคทีเรียที่ทำให้เยื่อบุลำไส้อักเสบและบีบตัวรุนแรง

2. โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรัง (Ulcerative Colitis)

เป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายเยื่อบุลำไส้ทำให้เกิดแผล ปวดท้องบิดเกร็งและมักถ่ายเหลวปนมูกเลือด

3. ผลข้างเคียงจากยาปฏิชีวนะ (Antibiotic-Associated Diarrhea)

ยาฆ่าเชื้ออาจไปทำลายแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ ทำให้สมดุลจุลินทรีย์เสียไปจนเกิดอาการท้องเสีย

4. โรคไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroidism)

ฮอร์โมนไทรอยด์ที่สูงเกินไปจะไปกระตุ้นระบบเผาผลาญและการบีบตัวของลำไส้ให้ทำงานเร็วผิดปกติ

"อาหารเป็นพิษ" กับ "โรคลำไส้อักเสบ" ต่างกันยังไง

ผู้ป่วยมักสับสนระหว่างโรคอาหารเป็นพิษและลำไส้อักเสบ เนื่องจากมีอาการเริ่มต้นคล้ายคลึงกัน แต่แพทย์สามารถแยกแยะความแตกต่างได้จากระยะเวลาฟักตัวของเชื้อ ชนิดของการขับถ่ายและอาการร่วมอื่น ๆ ดังตารางเปรียบเทียบต่อไปนี้

ข้อแตกต่าง อาหารเป็นพิษ (Food Poisoning) โรคลำไส้อักเสบ (Gastroenteritis)
ระยะเวลาเกิดอาการ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเฉียบพลัน 2-6 ชั่วโมงหลังทานอาหาร ใช้เวลาฟักตัวนานกว่า 12-72 ชั่วโมงขึ้นไป
ลักษณะอุจจาระ ถ่ายเหลวเป็นน้ำ มีอาการคลื่นไส้อาเจียนเด่นชัด ถ่ายเหลวเป็นน้ำและมีมูกเลือดปนหากเกิดจากแบคทีเรีย
ระดับไข้และอาการร่วม มักไม่มีไข้หรือมีไข้เพียงต่ำ ๆ อ่อนเพลียจากการอาเจียน มักมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามตัวคล้ายไข้หวัดร่วมด้วย

ทำไมจึงไม่ควรกิน "ยาหยุดถ่าย" ทันทีด้วยตัวเอง?

หลายคนมักซื้อยาหยุดถ่ายมาทานเองทันที ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่แนะนำทางการแพทย์ เพราะการทำให้ลำไส้หยุดบีบตัว จะส่งผลให้เชื้อโรคและสารพิษถูกกักเก็บไว้ในร่างกายนานขึ้น เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน ลำไส้อักเสบรุนแรง และอาจทำให้เชื้อทะลุเข้าสู่กระแสเลือดได้ ควรปล่อยให้ร่างกายขับถ่ายออกมาและเน้นการเติมน้ำเกลือแร่ทดแทนจะปลอดภัยที่สุด


โรคทางเดินอาหาร ห้ามซื้อยาหยุดถ่ายกินเอง


3 ขั้นตอนการฟื้นฟูร่างกาย ระหว่างที่มีอาการปวดท้องและท้องเสีย

การดูแลร่างกายขณะมีอาการท้องเสีย ควรเน้นที่การป้องกันภาวะขาดน้ำรุนแรง (Dehydration) และการพักการทำงานของกระเพาะอาหาร โดยสามารถปฏิบัติตาม 3 ขั้นตอนหลักที่ปลอดภัย ดังนี้

  1. จิบสารละลายเกลือแร่ (ORS) ค่อย ๆ จิบทีละน้อยตลอดวัน เพื่อทดแทนน้ำและแร่ธาตุสำคัญที่สูญเสียไปทางอุจจาระ
  2. รับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หรือซุปใสและงดผลิตภัณฑ์จากนม ของมัน ของทอดเด็ดขาด
  3. เสริมโพรไบโอติกส์ (Probiotics) เมื่ออาการเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นให้เสริมจุลินทรีย์ชนิดดีเพื่อปรับสมดุลการทำงานของลำไส้ให้กลับมาเป็นปกติ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ปวดท้องและท้องเสียกี่วัน ถึงเป็นอันตรายและต้องมาโรงพยาบาล?

หากมีอาการถ่ายเหลวติดต่อกันเกิน 3 วันหรือถ่ายมากกว่า 6 ครั้งต่อวัน มีไข้สูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียส มีมูกเลือดปนในอุจจาระหรือมีอาการหน้ามืด ใจสั่น สัญญาณเตือนอันตรายเหล่านี้บ่งบอกถึงภาวะขาดน้ำขั้นรุนแรง ควรรีบพบแพทย์เพื่อให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำทันที

ดื่มน้ำอัดลมใส่เกลือ แทนเกลือแร่ทางการแพทย์ (ORS) ได้หรือไม่?

ไม่แนะนำให้ใช้แทนกัน เนื่องจากน้ำอัดลมมีปริมาณน้ำตาลสูงมาก ซึ่งความเข้มข้นของน้ำตาลจะไปดึงน้ำให้เข้ามาในลำไส้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ยิ่งถ่ายเหลวหนักกว่าเดิม ควรใช้ผงเกลือแร่สำหรับผู้ป่วยท้องเสีย (ORS) โดยเฉพาะเท่านั้น

ปัญหาอาการปวดท้องร่วมกับท้องเสีย หากดูแลไม่ถูกวิธีอาจนำไปสู่ภาวะขาดน้ำขั้นรุนแรงที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ หากคุณหรือคนในครอบครัวมีอาการถ่ายเหลวไม่หยุด ร่างกายอ่อนเพลียมากหรือมีไข้สูงร่วมด้วย ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ แนะนำให้เข้ามารับการรักษาและรับน้ำเกลืออย่างทันท่วงทีกับทีมแพทย์เฉพาะทางที่ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับโรงพยาบาลวิชัยยุทธ เพื่อฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาแข็งแรงโดยเร็ว

ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
โทร. 0-2265-7777

Medical Center: Gastrointestinal and Liver Center
Publish date desc: 26/05/2026

Other program